วันพุธที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2557

All Is Lost ; เรือเล็กควรออกจากฝั่ง

เรือเล็กควรออกจากฝั่ง 


"เสียงลมคำราม ฟ้าครามพลันมืดมัว หัวใจสั่นระรัว ฉันกลัวอะไร ทะเลเอาจริง หรือเพียงจะวัดใจใคร เหมือนคำขู่ท้าทาย ให้ยอมจำนน" 

ในชีวิตนี้ดูหนังแปลกๆมาพอสมควร แต่หนังเรื่องนี้มันแตกต่างจากเรื่องอื่นๆ แม้มันจะเป็นหนังแนว Survival ตามรอยรุ่นพี่ อาทิ Cast Away, Into the Wild, 127 Hours, Life of Pi เป็นต้น แต่ถึงอย่างนั้น All is Lost กลับ ดูสมจริง ที่สุด เพราะอย่างน้อยๆคุณต้องใช้ชีวิตอยู่กับตัวละครตลอดทั้งเรื่อง จริงๆ หนังเรื่องนี้มีนักแสดงคนเดียว ย้ำเพียงคนเดียว 


"พายุ ถั่งโถม อยู่ในใจ จะออกไปแตะขอบฟ้า แต่เหมือนว่าโชคชะตาไม่เข้าใจ มองไปไม่มีหนทาง ชีวิตฉันต้องล่มลงใช่ไหม" 

หนังเริ่มต้นจากอุบัติเหตุเล็กๆที่ทำให้เรือของชายชรานิรนามวัยเกษียณไปชนเข้ากับตู้คอนเทนเนอร์กลางทะเล นับจากวินาทีนั้นต่อไปนี้คือบททดสอบเอาชีวิตรอด 


"หัวใจคำราม ฟ้าครามไม่สร้างใคร ทะเลจะสร้างคน ด้วยอันตราย พายุ ถั่งโถม สักเพียงไหน จะไม่ยอมแพ้คำขู่ เรียนรู้ และสู้ไป" 

สิ่งที่ชอบมากที่สุดคือ ตัวละครมีความเป็นคนจริงๆสูงมาก สามารถสะมผัสได้และยิ่งไปกว่านั้นเราไม่ทราบข้อมูลใดๆของตัวละครตัวนี้เลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียงเรียงนาม จุดหมายปลายทาง วัตถุประสงค์ในการเดินทาง อะไรก็ตาม และหนังก็ไม่ได้พยายามทำให้เราอยากรู้เรื่องนั้น สิ่งเดียวคือ ชายผู้นี้จะเอาตัวรอดได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น ดูเหมือนว่าผู้กำกับจะมีอารมณ์ขัน(ร้าย)ตั้งแต่กรให้ความหวังก่อนจะทิ้งให้หมดอาลัย ตายอยากไปกับความหวังที่พังทลายลงไปต่อหน้าต่อตา ไปจนถึงวินาทีสุดท้าย ตลอดทั้งเรื่องหนัง่อยๆทวีความหนักอึ้ง เข้ามาทีละนิดทีละนิด จนถึงฉากสุดท้าย 


"จะออกไปแตะขอบฟ้า สุดท้ายแม้โชคชะตาไม่เข้าใจ (ภายในใจยังคงเรียกร้อง) มองไปไม่มีหนทาง แต่รู้ว่าฉันต้องไปต่อไป" 

สิ่งหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้และมันทำให้หนังเรื่องนี้ไปได้ไกลคือ Soundtrack ประกอบที่ช่วยเพิ่มความสมจริงให้กับหนังขึ้นไปอีกเท่าตัว ไม่ว่าจะเป็นเสียงฟ้าคำราม คลื่นซัดกระหน่ำ หรือ Score ที่มาเป็นพักๆ แต่มาได้ถูกที่ถูกจังหวะมาก 


"ตรงเส้นขอบฟ้าสีคราม ความหวังยังนำทางฉันใช่หรือไม่ (ให้อุปสรรคเปลี่ยนผันเป็นพลัง) คำตอบอยู่กลางคลื่นลม ชีวิตแม้ต้องล่มลงตรงไหน แต่ฉันก็ยังยืนยันที่จะไป" 

ไม่แปลกที่ใครจะเรียกหนังเรื่องนี้ว่า "หนังทดลอง" เพราะผมก็รู้สึกแบบนั้นนะ มันเป็นการทดลองซึ่งให้ผลลัพธ์ที่ดีมากทีเดียว พิจารณาว่านี่เป็นหนังเรื่องที่สองของผู้กำกับ J.C. Chandor เครดิตก่อนหน้าคือ "Margin Call" โดยนักแสดงนำของ All is Lost คือ Robert Redford ซึ่งก็น่าสงสัยนะว่าทำไมถึงไม่ติดโผนำชายออสการ์ ? 


"จะออกไปแตะขอบฟ้า สุดท้ายแม้โชคชะตาไม่เข้าใจ(ภายในใจยังคงเรียกร้อง) มองไปไม่มีหนทาง แต่รู้ว่าฉันต้องไปต่อไป" 

อย่างที่ผมบอกไปเมื่อตอนต้นว่าผมก็ดูหนังมาพอสมควร พอจะรู้ว่าหนังเรื่องไหนดี ไม่ดียังไง หนังบางเรื่องดูจบแล้วแทบอยากจะไปเผาบ้านทีมงานหนังเรื่องนั้นทิ้งเสียให้รู้แล้วรู้รอด แต่กลับหนังเรื่องนี้คือ ผมอยากปรบมือชื่นชมผู้กำกับมาก กับตอนจบของหนัง คุณอาจสูญเสียทุกอย่าง (All is Lost) แต่สิ่งหนึ่งคือคุณอย่าเสียศูนย์ อย่าทอดทิ้งความหวัง 


"ความหวังยังนำทางฉันใช่หรือไม่ ชีวิตมันยังยืนยันที่จะ ที่จะ ไป" 

#ขอขอบคุณเนื้อเพลงจากศิลปิน Bodyslam

วันจันทร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2557

The Hobbit: The Desolation of Smaug ; Billo Baggins and the Thirteen Drafts

                                                              Billo Baggins and the Thirteen Drafts



ผมชอบหนังไตรภาคชุด The Lord of the Ring มากที่สุด ถึงขั้นคลั่งไคล้ ไม่ต่างจาก Harry Potter ผมกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นแฟนคลับเลยล่ะ เพราะนอกจากผมจะตามดูหนัง ตามดูนักแสดงที่ไปเล่นหนังเรื่องอื่นๆและนั่นทำให้ผมรู้จักซีรี่ย์น้ำดีอย่าง Sherlock Holmes และการได้ครอบครองหนังสือชุดเดอะลอร์ด เดอะฮอบบิท ยกเว้นเล่มเดียวคือ ตำนานแห่งซิลมาริลออน ที่ขาดตลาดไปเสียแล้ว



เมื่อปลายปีก่อนเดอะฮอบบิทภาคแรกได้เข้าฉาย ไม่มีใครกล้าฟันธงว่ามันจะรุ่งจะร่วง หรือยังไง ท้ายสุดมันทำเงิน แม้คำวิจารณ์โดยรวมจะออกมาก่ำกึ่ง แต่หากมองจากแฟนคลับแล้ว มันช่างเป็นอะไรที่ดีอย่างถึงที่สุด เพราะแค่การได้เห็นตัวละครอันเป็นที่รักโลดแล่นมันก็เกินพอแล้ว



เดิมทีหนังวางแผนไว้ว่าจะทำออกมาเป็นสองภาคแต่ไปๆมาๆ ไหงงอกมาเป็นไตรภาคก็ไม่ทราบได้(นับว่าเป็นเรื่องดี ต่อทั้งตัวผู้สร้างเองและกลุ่มแฟนคลับ) ทั้งๆที่นิยายต้นฉบับมันไม่ได้มีให้เล่ามากขนาดนั้น ซึ่งเป็นหน้าที่ของทีมเขียนบทที่ต้องขยายเรื่องราว ตัดแต่งเสริมดัด (ส่วนหนึ่งอ้างอิงจากต้นฉบับภาคผนวกใน Return of the King) ซึ่งแน่นอนว่ามันต้องถูกค้านเพราะในขณะที่ The Lord นั้นยาวมากจนต้องตัดออกไปมากโข แต่ The Hobbit ที่หนาไม่ถึง 350 หน้าด้วยซ้ำ กลับขยายซะยืดยาว แต่เท่าที่ผมรู้สึกจากการดูทั้งภาคแรก และภาคสอง มันก็ย้วยๆจริงๆน่ะแหละ จนบางครั้งหรือสึกว่ามันไม่มีอะไรมากไปกว่าการตะลุยด่าน ให้จบๆไป



ในภาคนี้ หนังเริ่มเรื่องราวต่อจากภาคแรกโดยไม่ต้องเสียเวลาไปทบทวนอะไร ใครที่ไม่ได้ดูภาคก่อนหน้ามาก่อน แนะนำว่า ต้องดู และจะดีมากหากได้ดู The Lord มาก่อนแล้วด้วย สำหรับเนื้อหาแล้วหนังเปลี่ยนจากต้นฉบับไปค่อนข้างมาก หนังเพิ่มตัวละครเข้ามาอีกก็หลายตัวทั้งที่เคยเห็นและไม่เคยเห็น อย่าง เลกูลัส เอล์ฟหน้าเด้ง ที่ในนิยายไม่ได้พูดถึง(แต่เรารู้กันอยู่แล้วว่าเขาเป็นบุตรชายของธรันดูอิล) หรือเอล์ฟสาว เทาเรียล ซึ่งกลับกลายเป็นตัวละครที่มีเสน่ห์มากที่สุดในเรื่อง ในความคิดผม เผลอๆดูจะมากเสียกว่าตัวละครหลัก บิลโบ หรือ ธอริน ด้วยซ้ำไป และพาร์ทความรักระหว่าง เทาเรียลกับคิลี นี่ล่ะที่ผมเทใจให้หนังเรื่องนี้  หนังพาเราไปผจญภัยยังดินแดนต่างๆอย่างบ้านของบีออร์น ชายร่างยักษ์ผู้ซึ่งสามารถกลายร่างเป็นหมียักษ์ตัวเบอเริ่มได้ ป่าต้องคำสาปป่าเมิร์กวู้ด อาณาจักรเอล์ฟของธรันดูอิล ป้อมปราการของเซารอน หมู้บ้านทะเลสาบ และหุบเขาโลนลี่ ที่อยู่ของเจ้ามังกรร้ายสม็อก  อิ่มครับ จุใจมาก แต่ละสถานที่ดูมีเน่ห์มากๆ โดยเฉพาะฉากการหลบหนีออกมาจาก ตำหนักของธรันดูอิล ดูเพลินมากจริงๆ  แต่ถึงกระนั้นข้อเสียของหนังประเภทนี้คือมันดูสนุกก็จริงแต่สิ่งที่ขาดหายมักจะเป็นพัฒนาการของตัวละคร นับว่าน่าเสียดาย โดยเฉพาะความสัมพันธ์ของบิลโบกับธอริน ที่น่าจะใช้ประโยชน์ได้มากกว่านี้ เพราะหากย้อนไปในฉากจบของภาคแรกเราจะเห็นถึงสายสัมพันธ์บางอย่างระหว่างตัวละครทั้งสองนี้  หรือตัวละครบางตัวก็ผลุบๆโผล่ๆ อย่าง บีออร์น ซึ่งเขาจะกลับมาแน่ในภาคต่อไป แต่ก็ยังรู้สึกเสียดายไม่ได้ ไม่เว้นแม้กระทั่ง แกนดัล์ฟ ที่ไปๆมาๆ ซึ่งจะโทษใครก็ไม่ได้ เพราะในหนังสือตัวละครรายนี้ก็หายไปทำภารกิจเช่นกัน  แต่หนังก็ไม่ได้ทอดทิ้งให้นั่งดูตัวละครจากคอมพิวเตอร์สู้กันเหมือน หนังหุ่นเหล็ก(ที่ลากมาสามภาคและกำลังคลอดภาคใหม่ออกมา) หรือ พาไปดูวันโลกแตกเมื่อหลายปีก่อน เพราะอย่างน้อย เรื่องตัวละครที่มากจนล้นคงเป็นเหตุผลหลักอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ กิลเลอเมอ เดล โตโร ถอนตัวไป และ ปีเตอร์ แจ็คสันที่ลังเลใจในตอนแรกต้องกระโดดลงมากุมบังเหียนเองในตอนหลัง แต่ตัวละครในเรื่องก็ยังคงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน  ถ้าไม่เชื่อลองถามตัวเองหลังดูจบ ว่าเมื่อพูดถึง The Hobbit คุณนึกถึงอะไรเป็นอย่างแรก พวกคนแคระหรือฉากอันวิจิตรตะการตา



และที่ผมอยากพูดถึงคือ ระบบที่หนังใช้ในการถ่ายทำคือ High Frame Rate 48fps นี่มันชัดเป็นบ้าเลย มันชัดมากจนเหมือนมันดูปลอมๆหลอกๆพิกล อันนี้คงแล้วแต่ว่าใครจะชอบ ซึ่งก็ต้องใช้เวลานานเหมือนกันในการปรับสายตาให้ชิน แต่สามมิติเรื่องนี้โอเคเลยนะผมว่า ดีกว่า Man of Steel เยอะเลย เรื่องนั้นเสียดายกะตังค์มาก รู้งี้ดูแบบดิจิตอลธรรมดาๆก็ดี(ขอบ่นหน่อยเหอะ)  อ่อ และการออกแบบตัวละครในเรื่องดูดีมาก โดยเฉพาะเจ้ามังกรสม็อก ดูดีแบบสุด ทำให้นึกถึงเจ้ามังกรตาบอดในธนาคารกริงกอต์ในโลกเวทย์มนต์เลยล่ะ



โดยสรุปนี้เป็นหนังฟอร์มยักษ์ทิ้งท้ายปี 2013 ได้อย่างสวยงาม ใครที่เป็นแฟนหนังชุดนี้ คงไม่พลาด ส่วนใครที่ยังไม่ได้ดู มีความรู้สึกนิดๆว่าอยากดู ไม่ต้องลังเลครับ หนังยาวเกือบสามชั่วโมง ยังไงก็คุ้ม และสำหรับผมนี่คืออีกหนึ่งหนังที่ขอเก็บไว้ในลิ้นชักหนังที่ชอบล่ะกันครับ



//ใครเห็นเครดิตชื่อของนายนักสืบเชอร์ล็อก สุดหล่อ Benedict แล้วสงสัยว่า เค้าเป็นใคร หนึ่งในคนแคระหรือเปล่า คำตอบคือ เค้ากลายร่างเป็นมังกรยักษ์นามสม็อก ที่กำลังจะเขมือบหมอวัตสัน เอ้ย! นายบิลโบ หัวขโมยของเรานั่นล่ะ

   

วันจันทร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2556

Bitter Sweet :หวานขม รสชาติที่ลงตัว



วันก่อนผมเดินไปร้านB2S ที่บ้านเกิด แล้วเห็นว่าพนักงานนำสินค้า repriceมากองรวมๆกันไว้ ซึ่งราคาก็ถูกมากจนน่าใจหาย เพราะสิ่งที่กองอยู่นั้น ในความเป็นจริงมันไม่ใช่สิ่งของซะทีเดียว หากมองให้ดีถึงสิ่งที่อยู่ภายในมันคืองานศิลปะ แต่ก็อย่างว่าในยุคที่ทุกอย่างเป็นดิจิตอล สิ่งเหล่านี้ก็ดูเหมือนจะเริ่มตกยุคไปทีละน้อย ผมเดินไปสำรวจดูตรงแผง New release ก็เห็นแผ่น GTH Side Stories วางขายอยู่ ก็ไม่ลังเลใจที่จะหยิบมา เพราะผมเวลาของผมมักไม่ตรงกับที่ออนแอร์ทางช่อง Play ครั้นจะกวาดหาทาง You Tube ก็เป็นการยาก และอีกอย่างเจ้า GTH Side Stories ก็ไม่ได้แพงจนไม่สามารถซื้อมาเก็บไว้ได้จึงเก็บมาอีกกหนึ่ง ก่อนจะลองไปคุ้ยๆดูตรงบู้ทลดราคา พลันก็ไปเห็น DVD BitterSweet BoydPod หวานขม ซึ่งผมจำได้ลางๆว่ามันออกมาให้ยลโฉมเมื่อตอนผมยังเรียนอยู่มอหนึ่ง ซึ่งตอนนั้นผมคงไม่มีกะใจจะหยิบมาดูเป็นแน่ แม้จะชื่นชอบเพลง รักคุณเข้าอีกแล้ว มากเรียกได้ว่าฮัมเพลงนี้อยู่เป็นเดือน เมื่อเหนว่าราคามัน reprice แค่ 39 บาท  ก็เลยซื้อมาดู เครดิตผู้กำกับนี้ โอ้โห บารมีเพียบ ในใจก็คิดว่า ถ้ามันจะดูอึนๆ รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง ก็ไม่รู็สึกเสียดายเท่าไหร่ แต่แล้วพี่ๆผู้กำกับ GTH ก็ไม่เคยทำให้ผมเข้าใกล้ความรู้สึกที่ว่า "ผิดหวัง" เลยสักครั้งเดียว เพราะหนังสั้นที่ถูกบรรจุอัดแน่นอยู่ในนั้น มันเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย บางเรื่องก็อบอุ่น บางเรื่องเหน็บหนาว บางเรื่องปวดร้าว บางเรื่องเต็มไปด้วยความสุข ตรงกับคำที่ใช้เป็นชื่อเรื่อง "หวานขม"



สิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้อาจดูสับสน ปนเป ทั้งสรรพนามที่ใช้เรียกผู้กำกับ รวมทั้งรายละเอียดอื่นๆ เพราะผมแค่ร็สึกว่า ผมโตมาพร้อมกับ “ยุคแฟนฉัน” และนั่นทำให้ผมรู้สึกผูกพันกับผลงานของผู้กำกับ รวมทั้งค่าย GTH แม้ว่า หวานขม จะไม่ไอยู่ในค่าย GTH ก็ตาม


Directed By วิทยา ทองอยู่ยง
ขออนุญาตเรียกผู้กำกับว่า พี่บอล ตามชื่อเล่น(รวมทั้งท่านอื่นๆด้วย)   พี่บอลนั้นมีลายเซ็นอย่างหนึ่งที่มักปรากฏในผลงานของเขาคือ ความรัก ความอบอุ่น ที่คิดถึงวันวานในอดีตอย่างหนังใหญ่เรื่อง เก๋า เก๋า ก็เป็นเรื่องของวงดนตรีที่ต้องพิสูจน์ความเป็นอมตะของเขาผ่านเรื่องราวเหนือจริง รวมทั้ง บ้านฉัน ตลไว้ก่อน ซึ่งกำกับร่วมกับ เมษ-ธราธร ซึ่งเป็นผู้กำกับ ATM ในภายหลัง ก็ยังคงให้ความรู้สึกอบอุ่นละมุน ละไม และผมรู้สึกว่า มันน่าหลงใหล
รักคุณเข้าอีกแล้ว เป็นเรื่องราวของเด็กชายน่าตาไม่ดี เสียงไม่เพราะ บุคลิกดูเพี้ยนๆ ที่บังเอิญไปตกหลุมรักเพื่อนนักเรียนหญิงร่วมห้อง เด็กชายจึงได้ไปถามพ่อและพี่ชาย ถึงการทำให้ใครสักคนรักเรา เรื่องราวง่ายๆ ถ่ายทอดออกมาด้วยบรรยากาศอบอุ่นๆ
        บทเรียน เด็กวัยรุ่นที่หลงใหลในหนังไทย เขาชอบดูหนังไทยเป็นชีวิตจิตใจ ยิ่งหนังไทยเก่าๆด้วยแล้ว ของโปรด เลยล่ะ การที่เขาได้ทำงานในโรงภาพยนตร์ก็ทำให้เขาได้มีโอกาสใกล้ชิดกับสิ่งที่เขารัก และดาราคนโปรดของเขาก็คือ จินตรา สุขพัฒน์ แล้ววันหนึ่งเขาก็ได้พบกับดาราคนโปรดของเขา


Directed By คมกฤษ ตรีวิมล
        คุณ เอส ผู้กำกับคนเก่งที่ทำให้ เพื่อนสนิท เป็นอีกหนึ่งหนังไทยในตำนาน ที่ควรค่าแก่การรับชม ผมพบว่าทุกครั้งที่ดูผลงานของเขา มันจะมีความแตกต่างกันไป ตั้งแต่ เพื่อนสนิท สายลับ จับบ้านเล็ก ไปจนถึงละคร  ซิทคอม หรือหนังอย่าง หนูหิ่น ที่เขาทำมันก็โดดเก่นไปคนละทาง ที่ผมจะบอกก็คือ เขามีลูกเล่นเยอะ
ที่วันนี้ ความรักมันเกิดขึ้นได้ทุกที่และมันเกิดขึ้นได้กับทุกคน หญิงสาวผู้ใช้ชีวิตไปกับการค้าประเวณี จนได้มาพบกับชายญี่ปุ่นวัยกลางคนที่ทำให้เธอได้เข้าใจถึงความรัก หนังถ่ายทอดมาด้วยบรรยากาศที่เรามักจะคุ้นๆ ที่เคยเห็นกันจากหนังของหว่อง คาไหว แม้อารมณ์หนังจะค่อนข้างหดหู่แต่ท้ายเรื่องหนังก็ได้มอบความสุขให้กับคนดู
        สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน รอยแผลในอดีต มันอาจจางหายไปตามกาลเวลา แต่เมื่อใดที่มันเกิดขึ้นในใจ ไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าไหร่มันก็ยังคงอยู่ เป้ กลับมายังบ้านเกิดอีกครั้ง เพื่อมาดูแลแม่ หลังการจากไปของพ่อ และเขาพบว่า ที่แห่งนี้เมื่อวันก่อนหรือวันนี้ ก็ยังคงเหมือนเดิมคล้ายกับว่า กาลเวลาได้หยุดนิ่ง และมันทำให้เขาคิดถึงความสัมพันธ์ของเขาและพ่อ ในวันที่เขายังเป็นเด็ก


Directed By นิธิวัฒน์ ธราธร
        สำหรับพี่ต้น ผมชอบผลงานของพี่มากๆโดยเฉพาะ Seasons Change มันให้ความรู้สึกที่อินเตอร์มากๆแต่ในขณะเดียวกันมันก็ดูคลาสสิคไปในตัว ผลงานต่อมาอย่าง หนีตาม กาลิเลโอ ก็ขโมยน้ำตาผมไปมากโขเลยทีเดียว มองไปข้างๆเพื่อนที่นั่งดูด้วยกันก็มีอาการไม่ต่างกัน ปีหน้าผลงานเรื่องใหม่ของพี่ต้น จะเข้าฉายแล้ว นี่ผมรอดูแบบสุดเลยนะ
เพื่อน ชายหนุ่มสามคนที่ร่วมหุ้นกันเปิดร้านเบเกอรี่ กระทั่งวันที่หนึ่งในสมาชิกต้องไปต่างประเทศ ทำให้ร้านเล็กๆนั้น ปิดตัวลงอย่างเงียบๆ คืนนั้นทั้งสามนั่งพูดคุยกันถึงเส้นทางชีวิตของแต่ละคน ค่ำคืนนั้นค่อยเลื่นผ่าน เมื่อรุ่งเช้ามาถึงทั้งสามอาจไม่ได้พบหน้ากันแต่มิตรภาพจะยังคงอยู่ โดยส่วนตัวแล้วค่อนข้างชอบตอนนี้ เพราะรู้สึกว่า มันไม่ได้พยายามจะเกินตัว และเล่าออกมาได้งดงามและถวิลหาอดีต    คิดถึงเพื่อนน่ะครับ
        คำไม่กี่คำ ทุกคนต่างเคยรู้สึกอยากย้อนเวลากลับไป ในช่วงเวลานึง เพียงเพื่อจะกลับไปแก้ไขบางอย่างที่อาจเคยทำพลาดหรือไม่เคยทำ เช่นเดียวกับชายวัยกลางคนในเรื่อง เขาไม่ได้ทำบางอย่าง ทั้งที่เขาน่าจะทำ และนั่นทำให้เขาจดจำวันนั้นได้เป็นอย่างดี นั่นก็คือ เขาน่าจะบอกรัก เธอ ให้เธอคนนั้นได้รับรู้ความในใจที่เขามี วันนี้เขามีโอกาสอีกครั้ง ว่าแต่ว่า เขากล้าพอจะ พูดรึเปล่า?


Directed By อดิสรณ์ ตรีสิริเกษม
อันที่จริงแล้ว หมากเตะ ไม่ใช่หนังที่แย่เลยแม้แต่น้อย เพียงแต่มันมาผิดที่ ผิดเวลา ผมว่า พี่ปิ๊ง ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วกับ รถไฟฟ้า มาหานะเธอ ซึ่งเป็น หนึ่งในสิบ หนังไทยที่ผมชอบมากที่สุด มันดูลงตัวทั้งมุกตลก การลำดับเรื่องราวที่ดูลื่นไหล ไปจนถึงซีนเรียกน้ำตา เรื่อยมาถึง รักเจ็ดปี ผมวา พี่เป็นผู้กำกับที่มีเสน่ห์ มากเลยล่ะ ทั้งบุคลิกและผลงาน ของพี่เอง
น้องเอ๋ย เมื่อชายคนหนึ่งได้พยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อคนที่เขารัก พฤติกรรมต่างๆที่เขาเคยทำอย่างเช่นตื่นสาย ผิดนัด เดินเออระเหยลอยชาย แวะนู่นนี่นั่น แต่เขาจะรู้ไหมว่า โอกาส ที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองมันมีจำกัด หากเขายังคงเป็นอยู่แบบนี้ โอกาส ที่จะได้อยู่ใกล้ๆกับคนที่เขารักอาจไม่มีอีกต่อไป
        ? ช่วงเวลาที่เริ่มเข้าสู่ วัยรุ่น มันดูสับสนมากๆเลย ทั้งๆที่เราอายุเราก็เพิ่มขึ้นทุกวัน แต่กลับรู้สึกไม่คุ้นชินกับโลกที่อยู่ รวมทั้งผู้คนที่อยู่รอบข้างไม่ว่าจะทั้งคนที่รัก เพื่อน พ่อแม่ เหมือนว่าทุกอย่างมันพร้อมจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา รวมทั้งตัวเราเองด้วย เด็กหนุ่มในเรื่องก็เช่นกัน เขาไม่รู้จะใช้ชีวิตไปในเส้นทางไหน ทั้งความคาดหวังจากตัวพ่อ การยอมรับจากเพื่อน ความผิดหวัง
        Yoo Hoo เมื่อความรักเกิดขึ้นกับนายตำรวจจราจรที่คอยให้ความเป็นระเบียบเรียบร้อยหน้าโรงเรียนประถม วันหนึ่งเขาก็ได้พบกับครูสาวคนสวย วันแล้ววันเล่า เขาเฝ้ามองแต่ไม่กล้าเอ่ยคำพูดใดๆออกมา จนกระทั่งวันปิดเทอมมาถึง เขาก็ยังเฝ้ารออยู่แบบนั้น เขาจะรู้ไหมว่าเม่อโรงเรียนเปิดเทอม เขาอาจไม่ได้พบกับ ครูสาว คนนั้น


Directed By ทรงยศ สุขมากอนันต์
หนังของพี่ย้ง มีพลังงานตัวสูงมาก ทั้ง เด็กหอ(ที่ทำให้ผมคลั่งอยากมีเพื่อนเป็นผีอยู่ช่วงนึง อารมณ์ประมาณ E.T.) มาปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น ก็ทำให้ผมฟินสุดๆ หนังผีในห้าแพร่งก็ดูมีเสน่ห์ไม่ใช่น้อย หรือ วัยรุ่นพันล้าน ที่บังเอิญโชคร้ายเข้าฉายพร้อมน้องน้ำแต่สุดท้ายหนังดีก็ยังคงดีอยู่วันยังค่ำ และล่าสุด ซีรี่ย์ ฮอร์โมน ที่ดังซะจนฉุดไม่อยู่ ถ้าไม่เก่งจริงคงทำไม่ได้หรอก 
เรื่องบ้าๆ  วันบางวันเรามักจะพบเจอแต่เรื่องแย่ๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก บ่อยครั้งที่เราอ้อนวอนบอกคนบนฟ้าว่า พอแล้ว ไม่เอาอีกแล้ว แต่เหมือนเป็นความสะใจปนซาดิสซ์  ยิ่งไม่อยากเจอเรากลับยิ่งเจออีกเรื่อยๆ เลยขอเอ่ยเรียกวันนั้นว่า วันแห่งความซวย เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นกับ หญิงสาว ในที่นี่คือ โอปอล์  ที่รถติดไปงานอีแว้นท์สายระหว่างอยู่ในรถนั้นก็ได้แต่งหน้าเปลี่ยนชุดเพื่อประหยัดเวลา แต่แล้วโทรศัพท์ก็ดังขึ้นบอกว่าขอ ยกเลิกงานนั้น เมื่อวางสายไป ก็บอกว่ายังไม่ยกเลิก เป็นแบบนั้นอยู่นานสองนาน เธอเลยตัดสินใจโยนมือถือทิ้ง แล้วขับรถคู่ใจออกไปยังสถานที่ที่เรียกว่า กระบี่ เพื่อชมพระอาทิตย์ขึ้นในเช้าวันใหม่ แต่แล้วระหว่างทางก็มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งยืนโบกรถอยู่ ไม่รู้เพราะเหตุใดรู้ตัวอีกทีเด็กชายคนนั้นก็ได้มาเป็นเพื่อนร่วมเดินทางครั้งนี้ ทั้งสองคนอาจมาจากคนละที่ ต่างเหตุผลของการหนี พวกเขาอาจไม่รู้ว่า การเดินทางเล็กๆครั้งนี้ จะเป็นความทรงจำดีๆ ที่อยู่ไปอีกนาน
คอย ในชีวิตเราต่างเคยตกอยู่ในช่งเวลานี้ ช่วงเวลาที่แสนยาวนาน การรอคอย บางครั้งผลลัพธ์จากการรอ อาจหอมหวาน แต่บางทีมันก็เป็นเพียงแค่การ รอเก้อ ชายหนุ่มคนหนึ่ง คอย เวลาเพื่อจะได้อยู่ใกล้ๆหญิงสาวห้องข้างๆ อาจแค่พูดคุย ชวนไปทานข้าวหรืออะไรก็ตามแต่ เหตุผลนั้นไม่มีใครรู้ดีไปกว่าตัวเขา เพียงแต่เขาจะมี โอกาส



Directed By วิชชพัชร์ โกจิ๋ว
พี่เดียวที่ทิ้งงานกำกับไปหลังจากเสร็จสิ้นหนังเรื่อง แฟนฉัน แล้วหันไไปดำรงตำแหน่ง กรรมการบริษัท จีเอ็มเอ็ม ไท หับ จำกัด และ กำกับดูแลงาน ด้านการตัดต่อภาพยนตร์ ตามที่ถนัดและชื่นชอบ
ช่วงที่ดีที่สุด ชายชราคนหนึ่งได้ขอช่วยเหลือจากที่แห่งหนึ่ง ให้ตามหาคนคนนึง ด้วยความคิดถึง ชายชรานั่งรอ คนนั้น ร่วมกับคนอื่นๆในห้องโถง ที่นั่นมีเด็กชายที่ตามหาพ่อและหญิงสาวที่มารอฝาแฝด เขานั่งรอจนกระทั่งเหลือเขาคนเดียวในห้อง แล้ว คนที่ชายชรารอพบก็ปรากฏตัวขึ้น ผมชอบตอนนี้ที่สุด ผมว่ามันดูลึกลับ ดูมีอะไร  miracle หน่อยๆ เป็นเหมือนช่องว่างของเวลาและความรู้สึก ที่รอให้เรามาเติมเต็ม
หวานขม ทุกอย่างมีจุดเริ่มต้นและจุดจบ บางครั้งตอนจบก็สวยงาม บางครั้งก็ปวดร้าว แต่ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล้วนแล้วแต่เป็นสีสันให้กับชีวิต เรื่องราวหวานอมขมกลืน ที่บางครั้งทำให้เรายิ้มร่า หัวเราะร่วน หรือร้องไห้เบาๆไปจนถึงปล่อยโฮ วันหนึ่งที่เรามองย้อนกลับไป เราจะพบว่า มันมีค่า และสวยงาม เช่นเดียวกับตัวละครในทุกๆเรื่อง



และทั้งหมดทั้งมวลนี้ คือ ความงดงามในหนังไทยและบทเพลงไทย ที่เราไม่ค่อยได้เห็นแต่ผมขอเตือนไว้ก่อนนะ บางเรื่องมันก็ค่อนข้างจะ abstract อยู่ไม่ใช่น้อย แต่ส่วนตัวแล้ว ประทับใจ ครับ

#บางส่วนอ้างอิงจากวิกิพีเดีย

วันเสาร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

Talk about : ก่อนความฝันจะล่มสลาย โดย แสตมป์


เดิมทีผมเตรียมเงินจำนวนสองร้อยกว่าบาท เดินเข้าร้านหนังสือเพื่อจะไปซื้อหนังสือติวสอบแอดมิชชั่นที่เรียกว่า Gat ไทย หรือ Gat เชื่อมโยง แตพลันสายตาดันไปเห็นหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งโดนมาก ทั้งการออกแบบ ชื่อหนังสือและที่สำคัญ นี่มัน พี่แสตมป์ นี่หว่า แล้วความตั้งใจ ณ จุดๆนั้น จึงกลายมาเป็นหนังสือชื่อเจ๋งๆเล่มนี้ "ก่อนความฝันจะล่มสลาย"



ผมรู้จักชื่อชายคนนี้ แสตมป์ อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข เื่มื่อครั้งผมอยู่มอต้น ถ้าจะระบุคงเป็นตอนมอสอง จากเพลง ทฤาฎีสีชมพู ที่ผมรู้สึกคือ ทำไมเพลงมันถึงได้มีเสน่ห์แบบนี้ แต่ผมก็ยังไม่ได้เทใจหลงรักเขาคนนี้ จนกระทั่งเพลง ความคิด ลอยเข้ามาในหูผมและค่อยๆซึมลงไปในใจ ผมถุงกับร้องไห้ให้กับเพลงนี้ มันเป็นเหมือนกุญแจที่ไปเปิดประตูความรู้สึกลึกๆบางสิ่งที่เราอยากเก็บมันไว้ให้ลึกๆที่สุด จากวันนั้น ผมก็ติดตามผลงานของชายคนนี้ แสตมป์ มาโดยตลอด และอยากจะบอกอบ่างหนึ่งคือ พี่แสตมป์คืออีกหนึ่งไอดอล ที่ผมเต็มใจนับถือ



มีหลายอย่างที่ผมเชื่อว่าใครอีกหลายคนก็อยากรู้ ผมว่าพี่แสตมป์ก็คงทราบดี จึงได้ตัดสินใจคลอด Pocket Book เล่มแรกในชีวิตของพี่แกออกมา และผมรู้สึกสนุกมากที่ได้อ่าน มันมีความเป็นกันเอง เหมือนเรานั่งฟังพี่แสตมป์เล่าชีวิตที่ผ่านมาให้ฟัง มากกว่า 



ใครที่เป็นแฟนๆพี่แสตมป์แล้ว คุณจะยอมพลาดหนังสือเล่มนี้จริงๆหรือ?  ส่วนใครที่ยังลังเลใจว่าจะมอบหัวใจให้กับชายคนนี้ดีไหม คุณลองฟังเพลง ชายกลาง ของเค้านะ แล้วคุณจะรู้ว่า เขาจะไม่ทำให้คุณต้องผิดหวัง


The Hunger Games: Catching Fire : It's Time To Revolution !

The Hunger Games: Catching Fire : It's Time To Revolution !




คนมักจะคิดว่า The Hunger Games จะต้องดำเนินเรื่องไปในการแข่งขันเกม พวกเขาเหล่านั้น ไม่เข้าใจ มันไม่ใช่ หากแต่ The Hunger Games มันคือ อุปกรณ์ ชิ้นหนึ่งที่อยู่ในระบบของการกดขี่โดยระบอบการปกครองที่ไร้ซึ่งความยุติธรรม --- ไม่ดราม่าการเมืองแน่นอน แค่เบื่อคนที่เข้าไปเพื่อหวังจะดู เพียง คนฆ่ากัน ได้โปรดเถอะ !


หากการอ่านหนังสือครบทั้งสามเล่มซ้ำยังมีไว้ครอบครอง ผมอาจกล้าเรียกตัวเองได้ว่า เป็นแฟนหนังสือ แต่นั่นคงเป็นการพูดเกินจริง เพราะผมไม่ได้รู้สึกชอบตัวนิยายมากขนาดนั้น ทำไมน่ะหรอ ก็มันติดกลิ่นทไวไลท์มากๆ ผมจึงขอเรียกตัวเองว่าเป็น แฟนหนัง ฟังดูสบายใจกว่าเยอะ  เพราะอะไร เพราะในนิยายนั้น หนังมุ่งเน้นไปที่ พาร์ทความรักอย่างเกินงาม โดยเฉพาะในเล่มสาม ที่รู้สึกเอียนๆอยู่ไม่น้อย แต่ในหนัง ทิศทางหลักคือการถูกกดขี่และลุกฮือขึ้นสู้กับการปกครองที่ไม่เป็นธรรม เพื่อค้นหาอิสรภาพ แะหนังดันขยี้ปมนี้ออกมาได้อย่างน่าชื่นชม และถูกตอกย้ำอย่างชัดเจนเมื่อการมาถึงของ Catching Fire 




ใครที่ชอบภาคแรก 'ไม่มีทาง' ที่คุณจะไม่ปลื้ม Catching Fire  แม้หนังจะเปลี่ยนตัวผู้กำกับจาก Gary Ross ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วชอบวิสัยทัศน์ที่แกมีต่อ The Hunger Games  ภาคแรกมากๆ มันเป็นการฉีกหน้าหนังสือแล้วอาศัยแค่บางส่วนและเพราะวิสัยทัศน์ที่เฉียบคมของแกนี่ล่ะ เลยทำให้หนังมีทิศทางอย่างที่เห็น ผมแอบหวั่นว่า Francis Lawrence ผู้กำกับที่มาทำต่อจะไปยึดเอาตามหนังสือ เพราะนันหมายถึงการไม่ซื่อสัตย์ต่อหนังภาคแรกแต่หันไปซื่อสัตย์กับตัวนิยายแทน แต่ไม่เลย Francis Lawrence ยังคงสานต่อตามที่ Ross ได้เริ่มไว้ และเผลอๆอาจทำได้ดีกว่าด้วยซ้ำ ผมมองว่าผู้กำกับ  Lawrence  แกเป็นคนมีของนะ แม้จะมีหนังใหญ่แค่สี่เรื่องเท่านั้น ใน Catching Fire นี้ Lawrence ทำได้ดีมากจริงๆ


ส่วนหนึ่งที่หนังไปได้ไกล ได้ดีแบบนี้ ลำพังแค่อาศัยผู้กำกับ คนเขียนบท หรือคนเบื้องหลังมันก็ไม่ใช่ที่ นักแสดง เป็นส่วนสำคัญมากๆ ราศรีออสการ์ของ Jennifer Lawrence  มันน่าจับตามาก ไม่เพียงแต่การตีบท Katniss Everdeen ให้ออกมาได้อย่างหมดจด แต่เชื่อว่าตัวละครตัวนี้จะมีอิทธิพลกับคนดูไม่ต่างจากผู้คนเขตต่างๆในหนัง และกล้าพูดได้เลยว่า Jennifer Lawrence โอบอุ้มหนังเรื่องนี้ไว้ทั้งเรื่อง Josh Hutcherson  ในบท Peeta Mellark นักแสดงรายนี้ ผมชอบมากตั้งแต่ตอนเด็กๆที่ได้ดูเรื่อง Bridge to Terabithia Bridge to Terabithia  ที่ขโมยน้ำตาผมไป ใน Catching Fire  นั้นน่าเสียดายที่ Hutcherson ไม่ได้ใช้การแสดงที่มีอยู่ได้มากพอ หรือถูกกลบด้วย Lawrence ก็ไม่รู้ าทางฝั่งของน้องชายเทพเจ้า Thor อย่าง Liam Hemsworth  นักแสดงรายนี้ โผล่ๆมาแปปๆ แต่น่าตรึงใจกว่าอาจด้วยต้นทุนด้านน่าตาก็เป็นได้ เพราะโดยส่วนตัวยังไม่เคยเห็นหนังที่พี่แกได้แสดงแบบรับบทนำมาก่อนเลย แต่ถ้าวัดจากที่เห็นขอบกว่า น่าจับตามอง ส่วนรายอื่นๆที่เหลือ Woody Harrelson,Elizabeth Banks,Donald Sutherland ต่างก็มีส่วนช่วยให้หนัง "ถึง" อย่างที่ได้สัมผัสกัน รายใหม่ที่เพิ่มเข้ามา Philip Seymour Hoffman  ต้องมีอะไรให้พูดถึง ความร้าย!? ของพี่แก มันหลอกเราได้(แม้จะสปอยจากการอ่านนิยายมาแล้ว) ,Jena Malone โผล่มาก็แย่งซีนแล้ว รายนี้  และที่อยากพูดถึง Sam Claflin ในบท Finnick ที่ในนิยายจะมีบทบาทมากกว่านี้ เข้าใจว่า บางอย่างต้องเอาออกเพื่อจะเสริมอีกสิ่งเข้ามาแทน ชอบครับ คนนี้  และที่สำคัญคือภาคนี้ได้รับเงินทุนเพิ่มขึ้น เราเลยมีโอกาสได้เห็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ขึ้น 


ตัวหนังเริ่มต้นจากภาคแรก โดยไม่ต้องไม่เสียเวลาเล่าย้อน นั้นคือ เดินหน้า ไปอย่างเดียว ครั้งก่อนเราสัมผัสได้ถึงความกดดันมหาศาล ภาคนี้ไม่ต่างกัน ซ้ำร้ายหนักกว่าเดิม ทั้งภาพหนังยังออกมาในอารมณ์ดาร์กๆ ประกอบกับความหนาวเหน็บของสภาพอากาศในช่วงต้นเรื่อง มันแทบมองไม่เห็นแสงแงความหวังแม้แต่น้อย หนังเปิดฉากในรุ่งอรุณเช้าวันใหม่ ซึ่งเป็นฉากที่ส่วนตัวรู้สึกว่า มันอบอุ่น และน่าจะเป็นแสงแห่งความหวังจางๆที่ทำให้ตัวละคร(และคนดู)มีแรงสู้ต่อไป ช่วงครึ่งแรกจะเป็น Victory Tour ก่อนครึ่งหลังจะหันเข้าไปสู่เกม ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งที่ 75 หรือที่เรียกว่า Quarter Quell ซึ่งกติกา จะแตกต่างจากครั้งก่อนๆ และแม้ภาคนี้การแข่งขันจะน้อยกว่าภาคแรก ก็อย่างที่บอกมันไม่ใช่ใจความหลักของหนัง ความโหดร้ายในเกมคือความตาย จบแล้วจบกัน ในขณะที่ภายนอกเกม คือการตายทั้งเป็น ความสนุกของมันไม่ใช่เห็นคนฆ่ากันตาย แต่ความสนุกของมันคือการได้เห็นตัวละครเอาชีวิตรอดจากเหตุการณ์ที่มืดแปดด้าน ไม่ใช่ชนะในเกมเท่านั้น แต่เป็นการเอาชนะในโลกภายนอกจริงๆต่างหาก และนั่นไม่แปลกเลยที่ทำไม เกม จึงไม่ใช่ส่วนสำคัญที่สุดของหนัง



ส่วนตัวแล้วชอบมากครับ และมันทำให้จักรวาลของ  The Hunger Games   มีขอบเขตที่กว้างจากการเพิ่มเติมในภาคสองนี้ ตอนจบก็ยังขยายไปสู่ประเด็นที่จริงจังขึ้น ด้วยความที่หนังเป็นตัวคั่นกลางระหว่างภาคแรกและภาครองสุดท้าย จึงอาจทำให้อารมณ์หนังที่พีค ถูกตัดจบแบบห้วนไปหน่อย ซึ่งมันก็เป็นทั้งข้อดีและข้อด้อย  ไม่ว่าจะอย่างไร  ใครที่มองหาหนังดีๆดูแล้วล่ะก็ Catching Fire  ไม่ใช่ตัวเลือกแต่เป็น คำตอบที่ดีที่สุด ณ เวลานี้ 







วันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

Thor: The Dark World :สองพี่น้องแห่งแอสการ์ด


Thor: The Dark World :สองพี่น้องแห่งแอสการ์ด 


น่าดูเป็นที่สุด ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ใครหลายคนจะคิดแบบนี้ ผมเองก็เป็นแบบนั้น เพราะอะไรน่ะหรือ ก็เพราะในบรรดาทีมอเวนเจอร์นั้น ผมหลงรัก Thor เป็นที่สุด ถ้าจะให้ถูกกว่านั้นก็คือ Loki ด้วย 


ขอย้อนเวลากลับไปตอนที่ Thor ภาคแรกเข้าฉาย ผมชอบมาก ผมสัมผัสได้ถึงความโรแมนติกบางอย่าง ไม่ว่ามันจะด้วยความบังเอิญหรือไม่ก็ตาม มันได้สร้างสิ่งที่เรียกว่า'เสน่ห์เอาไว้ ทั้งการเป็นหนังฮีโร่ที่ควรจะมี และควรจะเป็น Thor น่าจะเป็นโจทย์ที่หินมากๆ เพราะด้วยเนื้อหาแล้วมันsurreal สุดๆ แต่หนังก็สามารถหาจุดสมดุลออกมาได้ และยังสรรค์สร้างตัวละครที่น่าจดจำ ในส่วนนี้ ต้องยกเครดิตให้นักแสดง เช่นเดียวกับหนังที่ออกมาคู่กันในปีนั้นอย่าง Captain America บางอย่างที่ผมกล่าวไว้ข้างต้นก็คือ 



---"ไม่รู้ผมคิดไปเองหรือเปล่าทำไม หนัง THOR และ Captain America มันถึงโรแมนติกอะไรอย่างนี้ THOR เริ่มเรื่องที่หญิงสาวคนหนึ่งผู้ซึ่งเชื่อมั่นในสิ่งที่เธอทำ วันหนึ่งเธอได้พบกับชายหนุ่มรูปงามที่หล่นมาจากท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ เขาเป็นเหมือนเจ้าชายที่มาช่วยกอบกู้โลก รวมทั้งช่วยชีวิตเธอ ในฉากท้ายเรื่องเธอ มองขึ้นไปเบื้องบน เฝ้าฝันว่าในสักวัน จะได้พบกันอีกครั้ง เช่นเดียวกับชายผู้นั้นที่มองลงมายังเบื้องล่างหวังว่าจะมองเห็นเธอ ส่วน Captain America ชายหนุ่มผู้ไม่เคยย่อท้อต่อโชคชะตา แม้จะไม่มีใครเหลียวมองชายธรรมดาผู้นี้ก็ตาม นานวันเขาเลิกที่จะคิดถึงในเรื่องความรัก แต่แล้วเขาก็ได้พบกับหญิงงาม ผู้มองเห็นจิตใจอันแน่วแน่ จนวันนึงจากชายหนุ่มผู้อ่อนแอ กลับกลายเป็นชายหนุ่มผู้ที่คนทั้งหลายต่างยอมรับ แต่แล้วโชคชะตากลับเล่นตลก หญิงสาวอยู่ในสถานที่เดิมๆ สิ่งเดิมๆโดยไม่มีชายหนุ่มอยู่เคียงข้าง ส่วนชายหนุ่มผู้นั้นอยู่ในโลกใหม่ สถานที่ใหม่ โดยปราศจากหญิงสาวยืนเคียงข้าง ไม่รู้คู่ไหน น่าเศร้ากว่ากัน แต่ผม ก็รักหนังทั้ง นี้มาก "--- 



เลิกเพ้อแล้วกลับมายัง Thor: The Dark World อันที่จริงหนังก็ได้ปูประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ของพี่น้องเอาไว้แล้วระหว่าง Thor และ Loki ในภาคแรก ก่อนที่ภาคนี้จะถูกหยิบยืมมาสานต่อและดูเหมือนจะไปได้ไกลกว่าเดิม บางสิ่งหายไปและบางสิ่งเข้ามาแทนที่ 


โดยเนื้อหาแล้วผมไม่ค่อยอยากพูดถึงเพราะผมไม่ใช่แฟนคอมมิค กลัวว่ากล่าวไปแล้วจะเป็นการบิดเบือน ถ้ากล่าวผิดไปก็ขออภัยมา ณ โอกาสนี้ แต่ในหนังนั้นเนื้อหาก็ไม่ได้ซับซ้อนแต่หนังกลับผลิกแพลงได้อย่างน่ารักน่าชัง กล่าวคือ เหล่าดาร์คเอล์ฟวางแผนจะนำโลกทั้งเก้ามาเรียงตัวกันเพื่อที่จะยึดครองโดยมีอาวุธที่เรียกว่า อีเธอร์ แต่ก็ถูกยึดมาได้และ อีเธอร์นั้นถูกเก็บซ่อนไว้ ก่อนที่ เจน จะบังเอิญไปพบเจอเข้าระหว่างที่เธอพยายามหาประตูมิติเพื่อจะไปพบเจอกับธอร์อีกครั้ง แต่แล้วเจ้าอีเธอร์นั้นกลับเข้าไปอยู่ในร่างของเธอ ธอร์ซึ่งเฝ้าดูแลเธอจากแอสการ์ดเห็นว่าผิดปกติ จึงได้มายังโลกเพื่อพาเธอกลับไป อีกด้านหนึ่ง พวกดาร์คเอล์ฟที่กำลังหลับใหลก็รับรู้ถึงขุมพลัง พวกมันจึงเข้าบุกแอสการ์ด ส่วนโลกิหลังจากเหตุการณ์ที่นิวยอร์กเข้าถูกคุมขังเอาไว้ เมื่อพวกดาร์คเอล์ฟเข้าบุกแอสการ์ดทำให้เหตุการณ์นั้นสร้างความสะเทือนใจให้กับธอร์และโอดินที่แม้จะรักษาชีวิตของเจนไว้ได้แต่ก็ต้องแลกกับอีกหนึ่งชีวิต ซึ่งนั่นทำให้ โอดิน เสียศูนย์ ธอร์วางแผนที่จะกำจัดพวกดาร์คเอล์ฟแต่โอดินไม่เห็นด้วย เขาจึงต้องขอความช่วยเหลือจากผองเพื่อนรวมทั้งน้องชายตัวร้ายเพื่อให้แผนนี้สำเร็จ ความผลิกแผลงที่ว่านั่นมีให้เห็นอยู่ประปรายทั้งเรื่อง เพลินมากโดยเฉพาะฉากช่วงท้ายที่ได้ครบทั้งมันส์ ทั้งฮา 


หนังมาพร้อมกับ Production ที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ฮากแอ๊คชั่นที่จัดเต็ม จัดหนัก และที่สำคัญคือหนังยังไม่ทิ้งให้คนดูต้องนั่งเปลี่ยวในโรงไปกลับฉากแอ๊คชั่นที่จำเจ เหมือนหนังฮีโร่บางเรื่องของปีนี้ อุ้บส์! ส่วนทางด้านดราม่านั้น หนังอาจไม่ลงลึกเท่าภาคแรกแต่ก็มีเวลาให้คนดูได้ซึบซับไม่ว่าจะเหตุการณ์หลังบุกแอสการ์ด หรือในฉากที่โลกิเข้าช่วยธอร์ 

หนังเปลี่ยนตัวผู้กำกับมาเป็น Alan Taylor จากเดิมคือ Kenneth Branagh ซึ่ง Taylor นั้นส่วนตัวชอบมากๆจากซีรี่ย์อย่าง Game of Thrones และเขาก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวังเลยแม้แต่น้อย ยังได้อารมณ์ขัน ที่รับรองความฮา ซึ่ง ณ จุดๆนี้ น่าจะได้รับการปรุงแต่งจาก Joss Whedon มาด้วย 


ใครที่เป็นแฟนมาร์เวล ไม่มีผิดหวัง และอย่าลืม End Credit ตอนท้ายเรื่อง เพื่อนผมซึ่งเป็นแฟนคอมมิคบอกว่าอัญมณีดังกล่าวจะถูกใช้เป็นอาวุธให้กับ ธานอส ก็ตัวร้ายที่โผล่มาตอนท้ายเรื่องใน The Avengers น่ะแหละ ไม่รู้จริงเท็จแค่ไหน สุดท้ายคงต้องรอดู !


Last Summer :"เป็นวัยรุ่นมันเหนื่อย"

"เป็นวัยรุ่นมันเหนื่อย"



เชื่อว่าหนังเรื่องนี้มีการวางแผนมาค่อนข้างดีเลย เรียกได้ว่าถ้าเมื่อสี่ห้าปีก่อน มีหนังแบบนี้ออกมาต้องเป็นกระแสอยู่พักหนึ่งเลย แต่เมื่อหนังมาช้า และยังทำเก๋ด้วยการเล่นท่ายากที่มันซ้ำรอยหนังเรื่องอื่น ผลลัพธ์มันเลยออกมาก่ำกึ่งระหว่างคนที่ชอบและไม่ชอบ



คนที่ดูหนังเรื่องนี้เดาๆว่าคงมีสองประเภทหนึ่งเลยคือดูดารา และสองคือมาดูหนังคุณภาพ



ดาราที่ว่าก็คือ เก้า จิรายุ ละอองมณี ที่นับวันจะฮอตมากขึ้นทุกวันๆ โดยส่วนตัวเคยมีโอกาสใกล้ชิดกับนักแสดงคนนี้ จากงาน event ต้องบอกว่า เก้า มีความเป็นกันเองสูงมาก ไม่รู้นะว่าคนอื่นคิดยังไงกับนักแสดงคนนี้ แต่ผมบอกเลยผมเป็น FC ของเก้าแบบว่า 'สุดติ่ง' และ ปันปัน สุทัตตา อุดมศิลป์ รายนี้ก็เป็นที่รักของวัยรุ่นยุคนี้รวมทั้งผมที่ชื่นชอบน้องเขาตั้งแต่ลัดดาแลนด์ จนมาถึง รัก 7 ปี ดี 7 หน ที่ได้มาคู่กับ เก้า และกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งใน Last Summer นี้ ซึ่งเดิมทีก็แอบสงสัยนะว่า ทำไม ต้อง เก้า กับ ปันปัน !?   


ไหนๆก็พูดถึงนักแสดงแล้ว สองคนที่กล่าวไปแล้ว ได้ผ่านผลงานมากมาย เรื่องการแสดงคงไม่ต้องพูดถึงว่ามีความ expert มากแค่ไหน แต่ที่เป็นเซอร์ไพร์สจริงๆ คงเป็นนักแสดงอีกสองคน คนแรกคือ อาย พิมพกานต์ แพร่คุณธรรม รับบท จอย ซึ่งว่ากันตามจริงแล้ว แสดงได้ดีกว่า นักแสดง เด็กในรุ่นราวคราวเดียวกัน(อันจะเห็นได้จากหนังเรื่องอื่นๆ คงไม่ต้องยกตัวอย่างนะ ในปีนี้ก็มีให้เห็น ) จะว่าไปก็ไม่แปลกเพราะ อาย เคยเข้าประกวดเวที The Acting Queen มาแล้ว อีกคนที่เซอร์ไพร์ส ของจริงคือ เบสท์ เอกวัฒน์ เอกอัจฉริยา ในเรื่องรับบทเป็น ติ่ง น้องชายของ จอย  ซึ่งเบสถ่ายทอดบทนี้ออกมาได้น่าประทับใจ นี่ถ้าบทหนังสามารถส่งอีกนิดให้เวลากับตัวละครตัวนี้อีกหน่อย จะดีมาก เพราะโดยรวมๆแล้ว หนังใช้เวลาไปราวๆชั่วโมงครึ่ง และหนังไปอืดใช่วงพาร์ทสอง  ซึ่งเป็นตอนของปันปัน ที่ยืดย้วยไปกับมุกหลอกผีที่ไม่ชวนให้น่าหวาดกลัวแต่อย่างใด


อีกอย่างที่น่าจะเรียกแขกได้ สำหรับผู้ที่คาดหวังในคุณภาพ คือ การขายชื่อของ คงเดช จาตุรันต์รัศมี ในฐานะคนเขียนบท เครดิตของเขานั้นมากมายเหลือหลายทั้งงานเขียนบทและกำกับ ยกตัวอย่างที่ชัดเจน เรื่อง กอด, แต่เพียงผู้เดียว และล่าสุดกับ ตั้งวง ที่เหมือนจะไปไกลถึงเวทีโลกแล้วซึ่งในส่วนนี้น่าจะทำให้ใครหลายคนรวมทั้งผมตั้งข้อสังเกตไว้ว่า มันน่าจะมีอะไร มากกว่าหนังไทยเรื่องอื่นๆนะ


หนังแบ่งออกเป็นสามพาร์ทโดยจะเป็นเรื่องราวของบุคคลที่รายล้อมตัวละคร จอย ในส่วนแรกจะเน้นไปที่ตัวละคร เก้า จิรายุ และในส่วนแรกนี้คือความสนุกที่สุดของหนัง เพราะหนังวางโครงเรื่อง ปริศนาให้ขบคิดได้เป็นอย่างดี ย้ำว่าดีจริงๆ มุมกล้องการจัดวางภาพ จังหวะหนังดูลื่นไหล



แต่พอเข้าสู่แอ๊คสอง หนังลิงค์ไปที่ตัวละครของปันปัน หนังเริ่มเสียหลักเพราะแทนที่หนังจะไปช่วยตอบคำถามที่ปูไว้ในช่วงต้น หนังกลับใส่ประเด็นใหม่เข้ามาอีก และอย่างที่บอกไปคือ ช่วงนี้หนังอืดมาก มุกหลอกผีไม่ทำงานเลย เหมือนกับว่าแค่มาดูในช่วงสองนาทีก่อนจบพาร์ทสองก็เพียงพอแล้ว


หลังจากนั้นหนังโยนคนดูไปที่ตัวละครลับ อย่างน้องชายของจอย หรือ ติ่ง รับบทโดย เบส นั่นเอง หนังก็ไปผูกประเด็นใหม่มาอีก นั่นคือ ครอบครัว ซึ่งหนังทำออกมาไม่สุด และเช่นเคยมุกหลอกผีที่เฉย  รวมถึงที่ว่ามันไม่ make sense เมื่อมองจากภาพรวมแล้วหนังดรอปลงเรื่อยๆ และไม่อิมแพคในช่วงท้ายอย่างที่มันควรจะเป็น


ผมไม่รู้นะว่าการดำเนินเรื่องมันคล้ายๆกับหนังฝรั่งเรื่องไหน ซึ่งผมไม่มีปัญหากับการได้รับแรงบันดาลใจมากจากหนังเรื่องอื่นๆ ขอแค่มันไม่ใช่การ copy มาทั้งดุ้นก็พอ อย่างใน 'แต่เพียงผู้เดียวไม่บอกก็รู้ว่าต้องมีหนังเรื่อง Following ของ โนแลน เจืออยู่ แต่มันเป็นการประดิษฐ์ใหม่ที่น่าพอใจ พูดถึงในทางทฤษฎี Last Summer มันก็ดูดีในแบบที่เป็น แต่อาจเป็นเพราะการกำกับของผู้กำกับทั้งสามคน ไม่รู้ว่าแบ่งการทำงานกันยังไง อาจมีการพูดถึงภาพรวมก่อน หรืออาจจะแยกงานกันทำคนละพาร์ทแล้วมารวมกันหรือเปล่า เนื่องจากอารมณ์หนังมันขึ้นๆลงๆ ขาดๆเกินๆ ซึ่งหากใครเคยดู บอกเล่า เก้าศพ แล้วเปรียบเทียบจะพบว่าเรื่องหลังนั้นดูดีกว่า



แม้หนังจะขาดๆเกินๆ แต่หนังก็ไม่ได้ไร้แก่นสาร เพราะหนังมาพร้อมกับประเด็นที่หนักและการนำเสนอที่จริงจัง ว่าด้วยเรื่องราวของวัยรุ่นที่ต้องใช้ชีวิตในช่วงเวลาที่เป็นจุดเปลี่ยนหลายๆอย่าง ทั้งภายนอกและภายใน เรื่องของความรัก sex เพศ (ในพาร์ทแรก) เรื่องของเพื่อน มิตรภาพ (ในพาร์ทสอง) และครอบครัว สายสัมพันธ์ที่เปราะบาง คามคาดหวังต่างๆนานา (ในพาร์ทสาม) เหมือนหนังกำลังจะบอกว่า "เป็นวัยรุ่นน่ะ มันเหนื่อย"