วันจันทร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2557

X-Men: Days of Future Past (2014) Mutant and Proud!


Mutant and Proud! 

ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นแฟนหนังมนุษย์กลายพันธ์ุรึเปล่าแต่ที่แน่ๆคือ ตามดูมาตั้งแต่วัยกระเปียก จนตอนนี้เข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ความนิยมชมชอบก็ยังคงฝังแน่นไม่ต่างจากครั้งแรกที่ได้เห็น มนุษย์ตัวสีฟ้าเปลี่ยนร่างได้ตามใจอยาก ผู้หญิงผมขาวปล่อยกระแสไฟฟ้าออกมา หรือกรงเล็บเหล็กงอกออกมาจากหลังมือ ชายชราที่อ่านใจคนอื่นได้กระทั่งบังคับคนนั้นๆได้ หรือตัวร้ายอย่างแมกนีโตที่สามารถควบคุมเหล็ก เคลื่อนย้ายได้ตามใจนึก วันนั้นจนวันนี้ผมยังอึ้งในภาพตรงหน้าที่ได้เห็น ในใจเชื่อว่าหลายคนคงปรารถนาที่จะมีพลังวิเศษประจำตัวแบบนั้นดูบ้าง 

X-Men แต่ละภาคก็มีความน่าสนใจในตัว แม้ว่าคำวิจารณ์จะมากน้อย ว่ากันไป ไม่ใช่เรื่องสำคัญมากนัก แต่ที่รู้สึกชอบๆมากคงเป็น First Class และ X2 ที่ดูเลอค่า กระทั่งมี The Wolverine อาจไม่ใช่ในแบบที่หวังแต่ก็ถือว่าคั่นกลางการมาของ Days of Future Past อย่างได้ผลดี 



Days of Future Past มีบทที่ค่อนข้างซับซ้อนและเห็นได้ถึงความทะเยอทะยานอย่างสูงในตัวผู้สร้างในการจะผสานคนละเรื่องเดียวกันในช่วงเวลาที่ต่างกันเข้าด้วยกัน ไม่อาจพูดได้ว่าเป็นพล็อตใหม่ จริงๆมันก็ถูกใช้จนเกร่อแล้ว เมื่อไม่กี่ปี J.J. Abrams ก็ใช้มันคืนชีพให้กับ Star Trek อย่างไรก็ตาม Days of Future Past ถูกดัดแปลงหลวมๆมาจากตัวนิยายภาพในชื่อเดียวกัน พัฒนามาเป็นตัวภาพยนตร์ในแบบที่เราได้ชมกัน แม้ผมจะชอบ First Class มากที่สุดแต่ขอออกตัวเลยว่า Days of Future Past คือ X-Men ภาคที่ดูแล้วฟิน สนุก เต็มอิ่มที่สุด 
ข้อดีของมันก็คือ เราไม่ต้องเสียเวลาพร่ำพูดถึงที่มาของตัวละครในเมื่อใครๆก็รู้ถึงbackground เป็นอย่างดี หนังเปิดฉากด้วยภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจ และจะตื่นตะลึงยิ่งขึ้นหากรับชมในรูปแบบสามมิติ ไม่อาจบอกว่ามันดียังไงแต่มันสร้างอารมณ์ร่วมได้เป็นอย่างมาก ภาพที่ว่าคือโลกอนาคตที่มืดมัวหม่นหมอง หนังไม่รีรอที่จะพาคนดูกระโจนไปให้เห็นถึงจุดต่ำสุดของเหล่าผู้รอดชีวิต ตัวละครที่คนดูรักกำลังพบกับจุดจบที่น่าสะเทือนใจ ก่อนจะพบว่านั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการพาตัวเอกของเรื่อง Logan กลับไปยังเหตุการณ์หลัง First Class เพื่อยับยั้งเรื่องชั่วร้ายที่เกิดขึ้น ขอเล่าเรื่องในหนังสั้นๆพอ เพราะหนังมีเรื่องให้เซอร์ไพร์สมากมาย ตัวละครทุกตัวล้วนแล้วแต่มีสีสัน โดยเฉพาะ Raven หรือที่รู้จักในนาม Mystique อันเป็นตัวละครโปรดที่สุดของผม Jennifer Lawrence ไม่ลืมที่จะทำให้ตัวละครตัวนี้มีอะไรที่มากกว่า สีหน้า แววตาที่ซ่อนไว้ใต้เมกอัพหนาเตอะ เธอยังถ่ายทอดความเจ็บปวดของการต้องสูญเสีย ความเครียดแค้นได้แบบน่าจดจำ เป็นภาพลักษณ์ที่จะติดตัวเธอไปไม่ต่างจากบทบาทอื่นๆที่เราเคยเห็น การที่หนังได้นักแสดงระดับโค ตะ ระ แม่เหล็กมารับบทมันทำให้หนังอัดแน่นไปด้วยความแกร่ง Hugh Jackman ยังคงเป็น Wolverine ที่เราคุ้นเคยแต่ผมเห็นความแตกต่างบางอย่างในตัวพี่แก มันเป็นพัฒนาการที่ดีนะ James McAvoy สร้างภาพ Charles Xavier ในบทที่ต้องอับเฉา สิ้นหวัง ไม่ต่างจากสภาพโรงเรียนอันเป็นเสมือนหัวใจของเขาที่ทั้งเสื่อมโทรมและมืดมน Michael Fassbender คือ Erik Lehnsherr ที่สมบูรณ์แบบโดยเฉพาะฉากบนเครื่องบิน มันดูเยี่ยมมากๆ แววตาที่เย็นยะเยือกกับน้ำเสียงที่แข็งกร้าว มันสะท้อนความเจ็บแค้นออกมาได้อย่างถึงที่สุด Halle Berry อาจจะโผล่มาไม่กี่ฉากแต่นั่นคือหญิงสาว Stormที่เราคิดถึงกันมิใช่หรือ Nicholas Hoult ในร่าง Beast แม้นักแสดงรายนี้จะไม่มีมิติให้จับต้องมากนัก แต่แค่เห็นหน้าหล่อๆของพี่นิค ใจมันก็ละลายไปหมด Ellen Page สาวน้อยที่เป็นไอดอลของวัยรุ่นหลายคน กระทั่งเป็นวัฒนธรรมป็อบของยุคนี้ใน Juno สาวท้องโต บทของเธอ Kitty Pryde ไม่มีอะไรให้แสดงมากนักแต่มันก็น่าจับตามองเมื่อเธออยู่บนจอ เช่นเดียวกับ Shawn Ashmore ในบท Iceman ที่โผล่มาแบบแย่งซีนที่สุดคือ Evan Peters โด่งดังเป็นพลุแตกจากซีรี่ย์สุดหลอน สุดเพี้ยน American Horror Story ซึ่งใน X-Men กับบท Quicksilver นั้น มันสุดๆ คนที่ดูแล้ว คงไม่มีทางลืมตัวละครนี้แน่ๆ ส่วนตัวร้ายของเรื่อง Peter Dinklage คุ้นหน้าจาก Game of Thrones คุณพี่อยู่ในระดับเกินตัว ทางด้านขาใหญ่ของเรื่อง Patrick Stewart และ Ian McKellen ไม่มีอะไรให้ต้องติ 

X-Men: Days of Future Past คือความบันเทิงที่มาพร้อมคุณภาพคับจอ ที่เหมาะก่การรับชมในโรงภาพยนตร์สามมิติ อย่างแท้จริง ซึ่งไม่รู้ทำไมตลอดการดูหนังเรื่องนี้ผมรู้สึกเหมือนน้ำตามันจะไหลตลอดเวลา ทั้งปลาบปลื้มใจ ทั้งรู้สึกชอบ รู้สึกอิน ขอบคุณผู้กำกับ Bryan Singer ที่กลับมาสานต่อโลกมนุษย์กลายพันธ์อีกครั้ง ไม่รู้ว่าเพราะความเป็นเกย์ด้วยรึเปล่า(ที่ผมเป็น และผู้กำกับเป็น) อันเป็นผลทำให้หนังเรื่องนี้มันมีบางอย่าง บางสิ่ง ที่อธิบายไม่ได้ 

สุดท้าย Mutant and Proud!

การกลับมาของ Godzilla (2014)


 เมื่อธรรมชาติเรียกคืนความสมดุล 

ผมรู้จักคำว่า Godzilla ครั้งแรกในปี 1998 ตอนั้น ผมอายุได้ 4 ปี Godzilla ของลุงโรแลนด์ ไม่ได้มีสถานะเพียงแค่หนัง Godzilla เรื่องแรกที่ผมดูเท่านั้น (ก่อนที่ผมจะเริ่มตามดู Godzilla ต้นฉบับจากเกาะญี่ปุ่น) แต่มันมีสถานะเป็นหนังเรื่องแรกที่ผมได้ดูในโรงภาพยนตร์และแน่นอนมันกลายเป็นหนังเรื่องแรกในความทรงจำผม รวมไปถึงเป็นการเปิดประตูให้ผมก้าวเข้าสู่โลกของภาพยนตร์อย่างแท้จริง ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ผมก็เลิกดูหนังไม่ได้ ไม่ใช่เพราะผมอยากดูหรอกนะ แต่ผมหลงใหลในภาพยนตร์มากต่างหาก 

ปี 2014 ผมอายุ 19 ย่าง 20 ผมก็ได้มีโอกาสเข้าไปพบเจอกับเพื่อนเก่าแก่ ที่ผมเคยรู้จักเป็นอย่างดี การพบกันครั้งนี้ ผมรู้สึกคาดหวังไว้สูงมาก เพื่อนคนเดิมที่เปลี่ยนไป แต่ความรู้สึกเดิมๆยังคงอยู่เหมือนเดิม แม้ว่าการได้ดู Godzilla 1998 ซ้ำอีกครั้งในตอนที่โตขึ้นจะไม่เหมือนในครั้งแรกที่ดูก็ตาม 

ขอเล่าเกี่ยวกับความรู้สึกก่อนดู ตั้งแต่ที่ผมรู้จักกับ Godzilla มันทำให้ผม หลงรักเหล่าตัวละครสัตว์ประหลาดอย่างเลี่ยงไม่ได้ นั่นรวมไปถึงเหล่า Jurassic Park, King Kong อื่นๆอีกมากมายนับไม่ถ้วน การมาของ Godzilla ฉบับใหม่นี้ คือความคาดหวังอย่างมาก ไม่ใช่เพียงเพราะคำว่า Godzilla แต่เป็นเพราะ Gareth Edward ตัวผู้กำกับเอง ที่ผมหลงรักตั้งแต่หนังไซไฟอินดี้ โร้ดมูฟวี่ในบรรยากาศหม่นๆโดยมีสัตว์ประหลาดยักษ์จากต่างดาวเป็นแบ็คกราวน์อย่าง Monsters มันทำให้ความคาดหวังเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว 
Godzilla ฉบับนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังหลายๆเรื่อง ซึ่งผู้กำกับเองก็ไม่ได้ปิดบังแต่อย่างใด ซึ่งพอผมได้รับชมก็พบว่ามันเป็นเช่นนั้นจริงๆ หนังต้นแบบเหล่านั้นได้แก่ Atonement- Joe Wright(ใช่แล้วคุณอ่านไม่ผิดหรอก) Close Encounter of the third kind, Jaw และ Jurassic Park ? Steven Spielberg (ชัดเจนมากๆครับ ทั้งตัวเนื้อหาและมุมมองที่มีต่อตัว Godzilla) Cloverfield ? Matt Reeves (งานภาพบางช่วงบางตอนมันใช่เลยล่ะ) Gojira ? Ishiro Honda (มันก็ต้องแน่นอนล่ะ) The Host (หนังเอเชียที่ตบหน้าฮอลลีวู้ดฉาดใหญ่) Monsters (หนังของพี่แกเองเลยนะนั่น) ซึ่งจริงๆแล้ว การนำส่วนต่างๆของหนังเรื่องอื่นๆมารวมกันมันก็ได้ทั้งผลดีและผลเสีย เหมือนกรณีเมื่อปีก่อนอย่าง Oblivion ที่ดูคุ้นๆหลายอย่างจนขาดความเป็น Origin ไปในทันที แต่ Godzilla ค่อนข้างมิกซ์ได้ลงตัว แม้จะไม่สมบูรณ์แบบในตัวก็ตาม และผมก็รู้สึกลังเลใจที่จะบอกว่าการพบกันของผมกับเพื่อนเก่ารายนี้เป็นเรื่องที่น่ายินดีจริงๆรึเปล่า 

ผมมีทั้งความชอบและความไม่ชอบปนเปกันไปในหนังเรื่องนี้ อย่างแรกเลยที่ชอบคือ ช่วงครึ่งแรกของหนังที่แม้จะเนิบๆแต่มันอัดแน่นไปด้วยความน่าตื่นกลัว บรรยากาศลึกลับ น่าค้นหา และความดราม่าที่แม้จะไปไม่สุดแต่ถือว่าเอาอยู่ รวมไปถึง Grand Opening ของมูโตและ Godzilla อยู่ในขั้นของ Top Form หนังถ่ายทอดบรรยากาศออกมาได้ดีมาก ทุกฉากของการปรากฏกายมันช่างน่าหลงใหลและน่ากลัวรวมๆกันไป ก่อนที่ครึ่งหลังหนังจะจัดหนักไปที่ฉาก Action มากกว่าส่วนที่หนังปูไว้ในช่วงแรก ด้วยเหตุนี้เลยทำให้ผมเริ่มหมดความสนใจลง มันดูคล้ายกับว่าตัวละครไม่มีพัฒนาการ อารมณ์คล้ายกับการดู Tranformers คือมันอร่อยก็จริง แต่มันไม่อิ่ม แค่เปรียบเทียบให้เห็นชัดขึ้น เพราะถ้าจะวัดกันจริงๆ Godzilla ยังเอาอยู่มากกว่า Tranformers หลายเท่าตัว เพราะอย่างน้อยหนังก็ใช้ CGI คุ้มกว่า มากกว่าการระเบิดภูเขา เผากระท่อม 

โดยดั้งเดิมแล้ว Godzilla ยังเป็น Symbol รอยแผลจากเหตุการณ์ WWII แต่จริงๆจะโทษหนังฉบับนี้ก็ใช่เหตุ เพราะเอาเข้าจริงๆ Symbol ที่ว่ามันก็หายไปตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ก่อน Godzilla จะถูกแปรสภาพมาเป็น Superhero คอยฟาดฟันกับอสูรร้ายนานาชนิด จดหมดนัยยะที่สื่อถึงบาดแผลนั้น อีกสิ่งหนึ่งคือนักแสดง ต้องบอกก่อนว่าส่วนตัวชอบ Aaron Taylor Johnson ตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่พอมาใน Godzilla มันกลับให้ผลลัพธ์ตรงกันข้าม นักวิจารณ์ฝั่งตะวันตกบางคนถึงกับตั้งฉายาว่า Forrest Johnson ซึ่งก็มีความจริงอยู่ในนั้น ผิดกับหนังเรื่อง Anna และ Savage ที่ดีกว่าเป็นไหนๆ ส่วนนักแสดงคนอื่นๆก็ดีเท่าตัว แต่มีคนหนึ่งที่แย่งซีนมากๆแม้ว่าจะมาแค่ช่วงต้นเรื่องเท่านั้นคือ Bryan Cranston ดียังไงต้องลองไปดู ต่อมาที่ขัดใจคือ Score ผมไม่ชอบเลย น่าเสียดาย มันน่าจะออกมาดีกว่านี้ ลองจินตนาการถึงหนังอย่าง Inception ที่ชัดเจนมากนอกจากเนื้อหาหรือสิ่งอื่นใดคือ Score ที่เด่นชัด หรือแม้กระทั่ง Tron legacy ที่แม้หนังจะไม่โดนใจแต่ Score ทะลุมิติมาก หากได้ส่วนนี้มาช่วยจะดีมาก ใน Prometheus ถูกค่อนขอดว่าเหล่านักวิทยาศาสตร์ในเรื่องไม่มีความเฉลียวฉลาดเอาเสียเลย ผมว่าบางทีเค้าอาจจะจบการศึกษาที่เดียวกันกับเหล่านักวิทยาศาสตร์ในเรื่อง Godzilla ก็ได้นะ (อย่าเข้าใจผิด ผมชอบ Prometheus นะ มากด้วย) ที่อยากเปรียบเทียบคือ Pacific Rim ซึ่งแน่นอนผมโคตรชอบมันเลย แม้อารมณ์มีนจะเหมือนเด็กนั่งจมอยู่กับกองขงเล่นก็ตาม ขณะที่ Godzilla มาในโหมดที่เล่นบนพื้นฐานแห่งความเป็นจริงแต่พอเข้าครึ่งหลังกลับให้ความรู้สึกที่แฟนตาซีไปไกล 

ไม่ว่าคุณจะสรรเสริญ สาปส่ง หรือเฉยๆ ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า Godzilla ฉบับนี้มีความน่าสนใจและน่าดึงดูดเป็นอย่างมาก มันเป็นหนังในแบบที่มอบความสนุกสนานให้ได้พอเหมาะพอควร แล้วยังจะต้องการอะไรอีก มันคือหนังไม่ใช่สิ่งมหัศจรรย์อันดับแปดของโลก เพียงแค่การได้เข้าไปดูฉากหายนะ การทำลายล้างต่างๆในหนังผมว่ามันก็คุ้มแล้วล่ะ แล้วเจอกันใหม่เพื่อนเก่า Godzilla 

สรุปง่ายๆ หนังสัตว์ประหลาดบุกเมืองที่ผมชอบมากที่สุดยังคงเป็น Cloverfield, Monsters , Jurassic Park, King Kong-Peter Jackson ตามเดิม





วันพฤหัสบดีที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

Time Line ความรักของฉันที่ถูกเก็บเอาไว้

About Time Ver.Thai 



เป็นหนังที่โหมโปรโมตค่อนข้างหนัก และผมว่ามันเรียกแขกได้ดีพอตัวเลยล่ะ ทั้งหน้าหนัง ทิศทางที่สื่อออกไปทำให้เรารู้ว่าเราต้องเจอกับอะไรเมื่อตัดสินใจซื้อตั๋วแล้วเข้าไปนั่งดู นั่นคือ มันไม่ใช่หนังตลก แต่มันวางตัวว่าเป็นหนังที่ค่อนข้างดราม่าเล่นกับความรู้สึกคนดูค่อนข้างมาก 



คำถามแรกๆที่มีการสร้างหนังเรื่องนี้คือ มันมีความเกี่ยวข้องกับหนังเรื่อง The Letter จดหมายรัก มากน้อยแค่ไหน( ไม่ใช่เรื่อง เดอะเลตเตอร์ เขียนเป็นส่งตายนะ มันไม่เหมือนกัน) ซึ่งเมื่อเข้าไปดูแล้วจะรู้ว่า จุดไหนที่หนังส่งต่อถึงกัน 



ที่ผมจั่วหัวไว้ว่า Time Line เป็น About Time เว่อร์ชั่นไทยนั้น เพราะผมรู้สึกแบบนั้นจริงๆ ไม่ใช่เพราะ เจมส์จิ ของเราย้อนเวลาได้ แต่เพราะด้วยตัว leader มันมีความเป็นคนไร้เดียงสา ที่ได้ค้นพบโลกใบใหม่และพยายามจะปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ ในขณะที่หนังก็ไม่ได้เน้นหนักไปที่ความสัมพันธ์เชิงชู้สาวแบบเต็มรูปแบบนัก หนังยังมีช่องว่างให้กับความรักที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นคือสิ่งเล็กอย่างครอบครัวที่มีความสำคัญมากที่สุด 



หนังใช้บริการจากนักแสดงได้ค่อนข้างเต็มที่ไม่ว่าจะเป็น เจมส์ จิรายุ, เต้ย จรินทร์พร, ป๊อก ปิยธิดา ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นตัวที่ทำให้หนังมีเสน่ห์ โดยเฉพาะฝ่ายหญิง ซึ่งอาจเป็นเพราะผมชื่นชอบ เต้ยและพี่ป๊อก เป็นการส่วนตัวด้วยกระมัง 



นอกจากนั้นส่วนที่ช่วยให้หนังเรื่องนี้ดูสมูธ ลื่นไหลมากเป็นพิเศษคือการถ่ายภาพและจังหวะจะโคนในการเล่าเรื่องโดยใช้เพลงประกอบได้ถูกที่ ถูกเวลา ไม่ได้ดูยัดเยียดมากเกินไป รวมไปถึงบทสรุปของหนังที่อาจดูจงใจและค่อนข้างไปทางน้ำเน่า แต่ก็ยอมรับในความคิด จุดยืนของผู้กำกับ ถึงจะบอกว่าค่อนข้างจำเจ แต่ก็ใช้เรียกน้ำตาอย่างได้ผลในทุกครั้งไป 



ที่ผมชอบมากคือไอเดียที่ว่า ความรัก มันอาจไม่มีตัวตน แต่เราสัมผัสมันได้ ในอดีต คนเราจะรักกันก็ใช้จดหมายเป็นตัวกลางในการส่งต่อความรัก แม้ในทุกวันนี้ การเขียนจดหมายรักถึงกันค่อนข้างเชยและคงไม่มีใครทำกันแล้ว แต่ผมชอบนะ ที่ได้เขียนจดหมายถึงกัน เพราะไม่เพียงแต่มันจะ permanent กว่า แต่เรายังได้สัมผัสถึงลายมือของคนคนนั้นด้วย ว่าเค้าตั้งใจ มากน้อยแค่ไหน แต่ในปัจจุบัน เรามีตัวกลางมากขึ้น ไม่เพียงแต่ตัวอักษร เรายังสมารถ record ไว้เป็นรูปแบบของภาพ เสียง วิดีโอ เก็บไว้ อดีต ส่งต่อ ถึง ปัจจุบัน แต่ความรักก็ยังคงเป็นความรัก มันมีความเป็นนิรันดร์ เมื่อใดก็ตามที่เราเปิดอ่านจดหมาย ข้อความ รูปภาพ ฟังเสียง ดูวิดีโอ จากคนที่เรารัก ความรัก ก็ยังคงปรากฏตัวขึ้นมาให้เราได้สัมผัสอยู่เสมอ 



มาพูดกันถึงปมในหนังซึ่งก็มีมากมายซะเหลือเกิน และบ่อยครั้งมันทำให้เราเอาใจช่วยคนทำหนังว่าท้ายที่สุดแล้ว จะแกะปม เหล่านั้นได้หมดรึเปล่า ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ของแม่-ลูก ความฝันของตัวละคร ความรักของตัวะครที่เป็นสมการไม่ลงตัว หากจะพูดกันจริงๆแล้ว หนังเก็บได้ดีทีเดียว และนั่นทำให้ตอนท้ายๆของหนังเกิดอิมแพคที่ค่อนข้างสูง มันไม่ใช่ว่าหนังพยายาม หรือดูจงใจ มันอาจไม่ใช่ความรักที่สมหวัง แต่เชื่อว่าดูจบแล้วมันก็ไม่ใช่ความรู้สึกสีเทา 


ใช่ว่าหนังจะสมบูรณ์ เพอร์เฟคไร้จุดตำหนิรึก็ไม่ แต่หากคุณเลือกที่จะมองโดยใช้เจ้าที่อยู่ภายใต้หน้าอกข้างซ้ายแล้วคุณจะรู้สึกตกหลุมรักมัน หากใช้เจ้าตัวที่อยู่ใต้เส้นผมหนาๆลงไป อาจมีหงุดหงิด รำคาญใจอยู่บ้าง แต่ก็อย่างที่บอกเรื่องของความรัก ใช้หัวใจอย่าใช้สมอง พี่อ้อยแห่งคลับ friday เคยบอกเอาไว้ 



ใครที่คิดลังเลใจ ยังไงเกี่ยวกับหนังไทยเรื่องนี้ ผมคิดว่า คุณควรไปดูนะ อย่างน้อยๆ มันก็ไม่ใช่ความว่างเปล่าหรอก อ่อใครที่ต่อมน้ำตาค่อนข้างตื้น เตรียมอะไไปซับด้วยก็ดีนะ ถ้ามันมาแค่น้ำตายังพอไหวแต่น้ำมูกนี่ ต้องซับนะ อย่าให้มันไหล มันน่าเกลียด 555 




----แล้วกระดาษก็ลอยละลิ่วไปกับสายลมท่ามกลางทะเลที่มืดมิด ที่มีเพียงน้ำทะเล และแสงดาว----

วันพุธที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2557

My Favorite Movies หนังบางเรื่องที่ฉันรัก

ตามประสาคนดูหนังแล้ว เรามักจะแอบจัดลิทส์หนังที่เราชอบไว้ อาจด้วยเหตุผลหลายๆอย่าง สำหรับตัวผมแล้ว อันดับต่างๆบางทีก็มีการเลื่อนขึ้น เลื่อนลง ไม่เป็นระเบียบแบบแผน หรือมั่นคงมากนัก เว้นเสียแต่สี่อันดับแรก ที่มันคงอยู่แบบนี้มานาน สามปีแล้ว ซึ่งก็คงจะอยู่แบบนี้ไปอีกพักใหญ่ วันนี้ รู้สึกอยากลองจัดอันดับหนังที่ตัวเองชอบไว้เล่นๆ เพื่อว่า วันข้างหน้าได้้กลับมาอ่าน และอีกอย่างหนึ่งก็เพื่อให้ขาจรที่บังเอิญผ่านมาแถวนี้ มีโอกาสลองหาหนังเหล่านี้มาดู

My Favorite Movies


1.    (500) Days of Summer
เหตุการณ์ที่ทำให้ผมได้ดูหนังเรื่องนี้คือ ผมเดินเข้าไปในร้านเช่าหนังที่ผมเป็นสมาชิกอยู๋ ซึ่งการแวะเวียนไปทุกๆสัปดาห์ทำให้ผมกับเจ้าขอร้าน ค่อนข้างจะคุ้นเคยกันในระดับหนึ่ง เจ้าของร้านเป็นหญิงวัยกลางคนร่างไม่สูงนัก สวมแว่น แกแนะนำหนังเรื่องนี้ให้กับผม ตอนนั้นผมก็ยังด้อยประสบการณ์ด้านการดูหนังอยู่ค่อนข้างมาก คือยังหลงอยู่กับพวกหนังแมส กระแสหลักอยู่ ก็หยิบมันมาด้วยความรู้สึกที่ว่า 'อย่างน้อย ฉันก็มีอะไรทำแล้วล่ะในบ่ายวันเสาร์ที่จะถึงนี้' แต่ใครจะไปรู้ว่าการได้ดูหนังเรื่องนี้จะเปลี่ยนชีวิตผมไปค่อนข้างมาก ตั้งแต่การให้ความสนใจตึกราม บ้านช่อง (ช่วงเวลานั้นคืออยากเรียนสถาปัตย์เลยล่ะ) เข้าใจแง่มุมของความรักที่ไม่จำเป็นต้องยึดติด ไปจนถึงการได้หนังอันดับหนึ่งในใจไว้อวดใครเขา ผมไม่รับประกันว่าคุณจะชอบมันมาก เท่าๆที่ผมรู้สึกไหม แต่ผมค่อนข้างเชื่อว่า คุณจะไม่เกลียดมัน

   

2. 5 Centimeter Per Second
อาจเป็นความบังเอิญเพราะหนังที่ผมชอบดันขึ้นต้นด้วยเลข 5 หนังเรื่องนี้ หรือถ้าจะเรียกให้ถูก อะนิเมชั่นเรื่องนี้ ผมได้ดูครั้งแรกจากคลิปที่ถูกโพสต์ไว้ใน Mthai ไม่มีเหตุผลอื่นใดที่จะอธิบายนอกจากคำว่า ผมบังเอิญคลิกเข้าไปดู เท่านั้นแหละ อะนิเมชั่นสั้นๆความยาว ไม่มากไม่น้อยไปว่า หนึ่งชั่วโมง ผมไม่เคยคาดคิดว่ามันจะอิมแพคผมไปนานเกือบสามวันเต็มๆ อาการหลังดูจบไม่ต่างจากคนอกหัก จนคนรอบข้างยังต้องร้องทักเพื่อไต่ถาม ผมค่อนข้างเซนซิทีฟเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว ผมเป็นคนที่ค่อนข้างแพ้ทางหนังรักอยู่แล้ว แต่ไม่คิดว่า อะนิเมชั่น หรือ การ์ตูน มันจะสามารถทะลุทะลวงใจได้มากขนาดนี้ ภาพสวยจับใจ เพลงประกอบที่เข้ากันอย่างลงตัว มันทำให้ผมต้องไปตามหาแผ่นแท้เรื่องนี้มาครองไว้ในที่สุด อ่อ รวมทั้งตัวนิยายด้วย


3.    Up in The Air
ผมชอบผู้กำกับคนนี้ครับ ซึ่งนั่นรวมถึง Juno และ Young Adult ด้วย แต่ที่โดนสุดๆต้องเรื่องนี้ครับ สารภาพว่าครั้งแรกที่ได้รับชม รู้สึกชอบตามธรรมดาที่ควรจะชอบ แต่พอได้ดูครั้งที่สองในวันที่ฝนตกปรอยๆ อากาศหนาวๆจนต้องดึงผ้าห่มมาคลุมตัว โอ้โห น้ำตามาเต็มครับ ในฉากนั้นของเรื่อง ผมว่ามันเป็นหนังดราม่าที่หนักมาก แต่ด้วยการนำเสนอที่มาในหนังฟิลกู้ดมันให้อารมณ์ที่ค่อนข้างคอนทรานส์กัน แต่ลงตัวทุกอย่างโดยเฉพาะการแสดงของนักแสดงนำที่หมดจดจริงๆ ฉากหนึ่งที่ผมชอบมากคือฉากงานแต่งงานน้องสาวพระเอก ไม่รู้ว่าทำไมแต่เพลง Help Yourself ที่เปิดขึ้นมามัน ดูดีมากๆ ยังไม่นับตอนจบ ที่อยู่ๆก็กลายเป็นความอ้างว้าง เปลี่ยวเหงา ท่ามกลางหมู่มวลเมฆต่างจากมุมองตอนเริ่มเรื่องอย่างสิ้นเชิง


4.    Eternal Sunshine of Spotless Mind
Plot เรื่องที่มาแบบเหนือเมฆ บวกกับการนำเสนอที่จัดจ้านได้ใจ มีหรือที่จะไม่ชอบ หนังเรื่องนี้ถูกแนะนำโดยชายคนหนึ่ง ทาง Facebook ซึ่งเขาบอกกับผมว่าหากจะเริ่มดูหนังที่ต้องอาศัยสมาธินิดนึง บวกกับการตีความ ลองใช้เรื่องนี้เป็นกุญแจไขประตูโลกภาพยนตร์ให้กว้างขึ้น และผมก็หามันมาได้จริงๆ  ผมจำรายละเอียดไม่ค่อยได้ ดูจบก็ไม่ได้รู้สึกมากอย่างที่มันควรจะเป็น ร้องไห้ตามระเบียบ แต่ทำไม ยิ่งผ่านไป ยิ่งรู้สึกว่าหนังมันค่อยๆซึมลึกลงไป ลึกเรื่อยๆๆ จนท้ายสุดมันขึ้นมาอยู่ในใจ และทุกวันนี้หากมีใครมาขอให้ผมแนะนำหนังขั้นกว่า ผมก็ยินดีที่จะบอกว่า ลองรับหนังเรื่องนี้ไว้ชิมดูสิ


5. The Graduate
ผมได้ยินชื่อหนังเรื่องนี้ครั้งแรกจากเรื่อง (500) Days of Summer ก่อนจะพบว่า The Graduate ยังคงปรากฏให้เห็นในหนังอีกหลายๆเรื่องอาทิ Young Adult, The Complicated เป็นอย่างน้อย สร้างความสงสัยใคร่รู้ให้แก่ผมเป็นอย่างมากว่าหนังเรื่องนี้ มีดีอะไร? ถ้าผมเกิดในยุคที่หนังเรื่องนี้เข้าฉาย ยุคที่หนังเรื่องนี้ยังสดยังซิง มันจะกลายเป็นหนังอันดับ 1 ในใจผมอย่างแน่นอน ผมลองหาข้อมูลเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ถึงได้รู้ว่ามันได้สร้างอะไรใหม่ๆอย่างการใช้เพลงมาประกอบในหนัง Sound of Silence เป็นต้น ถึงไม่รู้เรื่องอะไรเทือกนั้น ผมก็ค้นพบด้วยตัวเองถึงความแปลกใหม่ เมื่อเทียบกับทุกวันนี้มันก็ยังดูดี เนื้อหาหนังพูดถึงชายหนุ่มที่พึ่งได้รับปริญญาใบแรกในชีวิต เขากำลังจะมีงานฉลองในความสำเร็จอันหอมหวานแต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่คิดเช่นนั้น เขาตั้งคำถามเกี่ยวกับอนาคตของตัวเอง 

ต่อมาเขาดันได้ไปมีอะไรกับหญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกับแม่ ซึ่งก็คือเพื่อนของพ่อแม่เขาอีกทีนั่นแหละ ชีวิตที่ดูเหมือนจะรุ่งกับเปลี่ยนไป พฤติกรรมของเขาค่อยๆเปลี่ยนไป กระทั่งได้เจอกับลูกสาวของหญิงที่เขานอนด้วย (ตายห่าล่ะ กะจะฟัดทั้งแม่ทั้งลูก!) เขาจะทำยังไงกับชีวิตของเขาดี โดยเนื้อหาในหนังนั้นค่อนข้างหมิ่นเหม่ ศีลธรรม อยู่ไม่น้อย ก่อนจะตอกย้ำประเด็นนี้ด้วยฉากท้ายเรื่องที่ตัวละครใช้ไม้กางเขนกั้นประตูโบสถ์เอาไว้แล้วขโมยเจ้าสาวมาจากงานวิวาห์ เท่านั้นน่าจะสาแก่ใจผู้กำกับแล้ว แต่เปล่าเลย เมื่อทั้งคู่หนีรอดมาและขึ้นรถบัสได้แล้ว ทั้งสองหัวเราะร่วน มีความสุข แต่แล้วใบหน้าของเขาทั้งคู่ก็ค่อยๆนิ่งเฉย คล้ายกับว่า แล้วเราจะทำอะไรต่อไปดีหนังเรื่องนี้ส่งผลให้ผู้กำกับคว้ารางวัลออสการ์ไปนอนกอด ก่อนจะเผยความในใจว่า ที่คุณๆต่างตีความไปนะ ผมไม่รู้เรื่องเลย อย่างฉากไม้กางเขนผมแค่เห็นว่ามันใช้กั้นประตูได้ หรืออย่างฉากจบนะ ผมแค่ปล่อยกล้องทิ้งเอาไว้ไม่ได้สั่ง cut ก็เท่านั้นเอง   เอ้า! เป็นงั้นไป แต่หากว่าคุณมีรสนิยมทางการดูหนังคล้ายๆผม ผมอยากให้คุณหาหนังเรื่องนี้มาชมให้ได้ ไม่ต้องเชื่อผมทั้งหมด ลองสัมผัสด้วยตัวคุณเอง คำเตือน หนังเรื่อง The Graduate นี้ควรดูสองรอบเป็นอย่างน้อย


6.2046
ผมใช้เวลาทั้งฤดูร้อนในปี 2011 หมดไปกับการทำความรู้จักชายชาวไต้หวันที่มีชื่อว่า หว่อง คาไหว เรื่องแรกที่ทำให้ผมจดจำเขาได้คือ Happy Together ซึ่งผมตามหาหนังของเขามาดูเท่าที่จะพอหาได้ ซึ่งรวมๆแล้วก็มากพอตัวเลยทั้ง 2046, Days of Being Wild, Chungking Express, Fallen Angels, In the Mood for Love, Blueberry Night รวมทั้งหนังเรื่องใหม่อย่าง ซึ่งทุกเรื่องล้วนแล้วแต่เป็นความทรงจำที่ดีมากๆ แต่ถ้าผมต้องเลือกแล้งล่ะก็ต้อง 2046 ครับ  มันไม่ใช่ผลงานที่ดีที่สุดของเขา(ส่วนใหญ่ลงความเห็นว่า In the Mood for Love ดีที่สุด)แต่เป็นผลงานที่ผมชอบที่สุด มันเป็นการรวมทุกสิ่งอย่างที่เราเคยเห็นและคุ้นเคยในตัวของเขามารวมไว้ในหนังเรื่องนี้ตั้งแต่ตัวละคร ไปจนถึงฉากหลังของท้องเรื่อง หนังยังมีกลิ่นอายแฟนตาซีที่อินดี้มากๆแฝงเอาไว้ มันเป็นเรื่องยากสำหรับคนทั่วไปที่จะดูหนังเรื่องนี้ แต่ใครที่เป็นแฟนหนังของเขาแล้วล่ะก็ ยิ่งกว่าความบันเทิงครับ 


7. Beginners
ผมจำได้ว่าช่วงนั้น ผมอยากดูหนังตลก และดูจากหน้าปกที่ให้ตัวละครมายืนหัวเราะร่า มันน่าจะตลกดีไม่น้อย บวกกับการได้เป็นติ่งของ Ewan แล้ว ทำให้ผมอยากดูหนังเรื่องนี้มากๆ แต่เปล่าเลย ผมคิดผิดทั้งหมด ทั้งเรื่องที่ว่ามันจะตลก จะฮา หนังมาในอีกอารมณ์หนึ่งที่ผมชอบมากกว่านั่นคือ หนังพูดถึงความรัก ซึ่งสร้างมาจากประสบการณ์ส่วนตัวของผู้กำกับ หลายคนมองว่าแบบนี้มันต้องabstractแน่ๆเลย เหมือน Tree of Life ไม่หรอกครับ หนังเรื่องนี้ใกล้ชิดกับคนดูมาก ทุกอย่างในหนังเรื่องนี้ดูดีมาก โดยเฉพาะนักแสดง ทุกคนเคมีเข้ากันมาก และนั่นทำให้ขาใหญ่ของเรื่องคว้าออสการ์สมทบชายไปครอง


8. Thelma and Louise
ผมชอบหนังเรื่องนี้ ผมคิดว่ามันเป็นหนัง Road Movie ที่ดีที่สุดเท่าที่เคยสัมผัสมา อีกทั้งแตกต่างจากหนังทั่วไปที่ผมเคยดู มันเป็นหนังรักที่แมนมาก ทั้งๆที่ตัวเอกของเรื่องเป็นสองเพื่อนสาว ที่ออกเดินทางด้วยเหตุผลที่ต่างกัน(เปล่าครับ ไม่ใช่ หนีตามกาลิเลโอ) ก่อนที่ชีวิตของพวกเธอทั้งสองจะเปลี่ยนไปตลอดกาลจากกระสุนนัดเดียว(ไม่ใช่สาระแนเห็นผี อีกเหมือนกัน) หนังใส่ประเด็นรายละเอียดมาอย่างลงตัวทั้งเรื่องของผู้ชายที่มักจะมีอำนาจเหนือกว่าผู้หญิงเสมอ เส้นทางของชีวิตที่เราเลือกได้เอง เพลงประกอบที่เพราะมากๆ จากการประพันธ์โดย Hans Zimmer ไปจนถึงตอนจบที่บ้าบิ่นเอามากๆ มันแทบจะหยุดลมหายใจเลยทีเดียว อารมณ์ของหนังคล้ายกับเรากำลังเล่นรถไปเหาะในสวนสนุกที่ค่อยๆไต่ระดับขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งพีคขั้นสูงสุด แล้วก็ จบลง......


9.Midnight in Paris
 วู้ดดี้ อัลเลน เป็นศิลปินตัวจริงสำหรับผม ผมดูหนังของเค้าเรื่องแรกเมื่อปี 2008 กับเรื่อง Vicky Christina Barcelona ในวันนั้นผมยังใช้คำนำหน้าว่าเด็กชายอยู่เลย ขอสารภาพเลยว่านี่เป็นหนังรางวัลเรื่องแรกๆที่ดูและไม่ได้รู้สึกคลั่งไคล้อะไร(ก็แหมมม จะเอาอะไรกับเด็ก) จนสามปีต่อมาได้หยิบมาดูอีกครั้ง เท่านั้นแหละ  ผมกลายเป็นแฟนหนังของลุงอัลเลนไปในบัดดล แม้ส่วนตัวจะดูหนังของเขาไม่มากนัก(ยอมรับเถอะ หนังลุงแกหาดูยากมากๆ) แต่เท่าที่ดูมานี่ ชอบหมดทุกเรื่องเลยไม่ว่าจะ Match Point, Manhattan, To Rome with Love , Sweet and Lowdown แต่ที่ชอบมากที่สุดคงเป็น Manhattan กับ Midnight in Paris นี่ล่ะ แต่ขอเลือกเป็นปารีสแทนล่ะกัน ด้วยชอบเนื้อหาและความสร้างสรรค์ ระหว่างเรื่องจริงกับแฟนตาซี โดยเฉพาะไอเดียในการนำศิลปินชื่อดังต่างๆมาขึ้นจอไปจนถึงนักแสดงเหล่านั้นที่รับบทเป็นคนดังก็ดูสนุกกับมัน ความโรแมนติกที่ล้นจอ อารมณ์ขันแบบสไตล์อัลเลน ครบรส ครบเครื่อง ทั้งหมดนั้น มันมีเสน่ห์มากจริงๆ


10. Brokeback Mountain
ผมไม่รู้จะอธิบายเกี่ยวกับความรู้สึกที่มีต่อหนังเรื่องนี้ อาจเพราะตัวเองเป็นเพศที่สาม เลยค่อนข้างจะถูกดึงเข้าไปมีส่วนร่วมในหนังได้ค่อนข้างง่าย แม้ในช่วงแรกหนังจะดูเอื่อยๆ แต่มันกลับไม่รู้สึกเบื่อ และนั่นมันทำให้เราค่อยๆเป็นส่วนหนึ่งไปกับหนัง ความสัมพันธ์ของคนสองคนที่ค่อยๆก่อตัวขึ้น ความรู้สึกทั้งหมดที่มีแต่ต้องถูกปิดเอาไว้ ด้วยคำว่า ไม่ถูกต้อง ใครจะรู้เลยว่า ความรักเป็นเรื่องธรรมชาติ เรามีสิทธิ์ที่จะรักใครก็ได้ เมื่อหนังทะยานไปจนถึงวินาทีสุดท้าย น้อยคนนักที่จะกลั้นน้ำตาไว้ได้ นี่เป็นผลงานที่ดีมากๆเรื่องหนึ่งไม่ใช่แค่ของผู้กำกับ อัง ลี แต่เป็นอีกหนึ่งหนังที่ควรค่าแก่การจดจำในโลกภาพยนตร์ 


11.Big Fish
ผมไม่คิดเลยว่าหนังเรื่องนี้จะกลายมาเป็นหนังเรื่องโปรดของผม เดิมทีผมแค่ชอบจินตนาการเพี้ยนๆของผู้กำกับ Tim Burton ก็เท่านั้น  Big Fish มีทุกอย่างที่ผมอยากเห็นรวมอยู่ในนั้น ทั้งเรื่องราวเหนือจริง คล้ายเทพนิยาย ไปจนถึงดราม่าหนักๆ ว่าด้วยความสัมพันธ์ของพ่อกับลูกชาย ผมอยากให้ผู้กำกับ เขากลับมาทำหนังแนวๆนี้อีกนะ เพราะที่ผมได้ดูจาก Alice In Wonderland แล้ว มันไม่ไหวจริงๆ แม้ว่าส่วนตัวจะค่อนข้างชอบ Dark Shadow กับ Frankenweenie แต่ผมก็รู้สึกว่า มันค่อนข้างเชย แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่า ผมชอบเรื่องเล่าพิลึกพิลั่นใน Big Fish


12. The Social Network
นี่เป็นหนังออสการ์ประจำปี 2011 สำหรับผม ผมไม่รู้ว่าทำไม The King of Speech ถึงได้ไป แต่ช่างมันเถอะ  ออสการ์ก็แบบนี้แต่ไหนแต่ไร มีอะไรให้บ่นอยู่ทุกปี ต้นทุนความชอบของหนังเรื่องนี้มีหลายอย่างทั้งตัวผู้กำกับ นักแสดง การลำดับภาพ สกอร์ เอาง่ายๆเลยล่ะกัน ทุกอย่างในหนังเรื่องนี้ผมปลื้มหมด ผมไม่ค่อยชอบหนังที่ระเบิดภูเขาเผากระท่อม สักเท่าไหร่ ซึ่งมันก็เป็นผลดีหากใช้ได้ถูกต้อง ตามจังหวะจะโคน ถูกที่ ถูกเวลาอย่าง The Lord of the Ring, Avatar หรือเมื่อปีก่อนอย่าง Life of Pi, The Hobbit ปีนี้ก็มีอย่าง Gravity ซึ่งมันให้ผลที่ดีเสียยิ่งกว่าดี ข้อเสียส่วนใหญ่ของหนังที่เปลืองเอฟเฟคคือ เขาไม่ให้ความสำคัญกับบทเลยแม้แต่น้อย อย่าง Tranformers สองภาคหลังที่ออกทะเลไปไกล จนแทบกู่ไม่กลับ ถ้าเป็นแบบนั้น  ผมขอนั่งดูหนังที่เต็มไปด้วยบทสนทนาที่ดุเดือดเผ็ดมันส์ อย่าง The Social Network ดีกว่า


13.The Perk of Being a Wallflower
ร้อยคนดูจะมีสักสามคนที่ไม่ชอบ หนึ่งคือเด็ก สองคือแก่แล้ว สามคือไม่มีสติ  อาจเพราะหนังกล้าที่จะก้าวไปไกลมากกว่าหนังรักวัยรุ่น หนังนำเสนอแง่มุมทั้งบวกและลบออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ ส่วนหนึ่งต้องยกความดีความชอบให้กับต้นฉบับที่เป็นนิยาย และผู้กำกับที่เอาอยู๋ทั้งเรื่อง นั่นรวมถึงนักแสดงด้วย โดยเฉพาะโลแกน เลอร์แมน พระเอกของเรื่อง ที่เค้าได้พิสูจน?ให้เห็นว่า เขาไม่ได้มีดีแค่หน้าตา(ที่ไม่ต่างจากลูกเทพ) แต่การแสดงของเขาก็ยังอยู่ในขั้นเพอร์เฟค อีกด้วยเพลงประกอบที่ลงตัว ราวกับจับวาง มีหรือที่หนังเรื่องนี้จะถูกผมเมิน


14.The Classic
ใครหลายคนอาจชอบ My Sassy Girl แต่ผมกลัรู้สึกว่าหนังให้น้ำหนักกับตัวละครผู้หญิงมากเกินไป จนยากจะเชื่อว่า จะมีคนแบบนั้นอยู่บนโลกจริงๆ แต่ผมก็ชอบนะเพียงแต่ผมชอบ The Classic มากกว่า หนังเรื่องนี้เดิมทีผมก็ไม่ได้อยากดูเท่าไหร่ ทั้งยังให้ความรู้สึกติดลบจากชื่อหนังของเรื่องที่ดูทะเยอทะยานซะเหลือเกิน แต่เมื่อได้รับชม ผมพบว่าผมคิดผิด จริงอยู่ว่ามันต้องน้ำเน่าแน่ๆ แต่ผมกลับชอบแหะ ทั้งนักแสดง เพลงประกอบ มุมกล้อง ทุกอย่างมันสอดคล้องลงตัว ดูดี ใครชอบหนังรักที่บิ้วหนักๆ ที่บีบคั้นน้ำตา หนังเรื่องนี้ คือคำตอบ และเมื่อไปถึงตอนจบหนังก็ปล่อยให้คนดูได้ปล่อยโฮ เต็มที่  


15.  Adventureland
ภาพยนตร์เรื่องนี้มันอาจไม่ได้ดีไปกว่าภาพยนตร์อื่นๆทั่วไป แต่ผมรู้สึกชอบมากเป็นพิเศษ ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร ผมว่าหนังมันดูง่ายๆ น่ารักๆ แล้วก็เพลินมากๆด้วย ว่าด้วยหนุ่มเนิร์ดที่เตรียมเก็บเงินไปเที่ยว New York เขาเข้าไปทำงานในสวนสนุกที่ชื่อว่า Adventureland  แล้วบังเอิญไปตกหลุมรักกับหญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกัน ทั้งๆที่เป็นสวนสนุก สถานที่ที่ทุกคนมามีความสุขแต่ดูเหมือนว่าผู้คนที่อยู่ในนั้นจะไม่ได้มีความสุขกันเท่าใดนัก แม้เรื่องราวจะเกี่ยวกับความรักแต่หนังก็ไม่ลืมที่จะพูดถึงความฝัน ความบ้าบิ่นในตอนวัยรุ่นเอาไว้ด้วยอารณ์ขัน เป็นหนังที่ดูแล้วอมยิ้มเบาๆ เหงานิดๆ เป็นความรู้สึกที่ยากแก่การบรรยาย


16. Once
เรื่องของชายหนุ่มนักดนตรีที่ไม่กล้าร้องเพลงของตัวเอง กับหญิงสาวที่ใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ เพียงเท่านี้คุณก็จินตนาการออกแล้วมั้งว่ามันจะเป็นยังไง แต่เดี๋ยวก่อน มันไม่ใช่อะไรแบบนั้น หากแต่จริงๆแล้วอาจดูเหมือนเป็นหนังรักเนื้อหาเบาๆ แต่เอาเข้าจริงๆด้วยการนำเสนอที่คล้าย Documentary ทำให้หนังเรื่องนี้ดูดีขึ้นมาอีกเท่าตัว มันเหมือนเรากำลังนั่งดูคนจริงๆ ไม่ใช่การแสดง การพบกันของคนสองคน ต่างฝ่ายต่างช่วยเติมเต็มความฝันที่หล่นหายให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง บวกกับ Ost ที่กินใจอย่างมาก เชื่อเลยว่ามันต้องเป็นหนังในใจของใครอีกหลายคน




17. Slumdog Millionaire
มันเป็นเรื่อง destiny ของชายคนหนึ่งที่เติบโตมาในตรอกสลัม ทุกช่วงจังหวะชีวิตของเขาล้วนแล้วแต่ส่งผลถึงเหตุการณ์ภายหลัง คำถามที่จะเปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอด มันเป็นหนังที่มีจิตวิญญาณสูงมากๆเรื่องหนึ่งที่ผมเคยดูมา ที่สำคัญคือมันสนุกมาก เปนหนังออสการ์ไม่กี่เรื่องที่เราดูแล้วรู้สึกสนุก มีอารมณ์ร่วม จริงๆแล้วนับจากเรื่องนี้เป็นต้นมาผมก็ไม่เห็นว่าจะมีเรื่องไหนทำให้มีอารมณ์ร่วมในทางบวกแบบนี้เลย ไม่ได้หมายความว่าเรื่องในปีถัดๆมาไม่ดี หรือไม่ถูกใจนะ มันต้องดีล่ะ แต่แค่ไม่ได้สนุกหรือประทับใจอะไรมากเท่า วันก่อนผมเอากลับมาดูอีกรอบผมก็ยังสนุกไปกับมันไม่ต่างจากครั้งแรกๆที่ได้ดู มีหนังไม่กี่เรื่องหรอกที่เราดูแล้วอยากดูซ้ำ 



18.Milk
Milk น่าจะเป็นหนังบังคับเลยมั้ง สำหรับเพศที่สาม ส่วนตัวชอบผู้กำกับ กัส เวน เซน อยู่แล้ว ก่อนหน้านี้เคยดู Good Will Hunting แล้วฟินอยู่หลายวันทีเดียว เพราะหนังมันมีความฟิลกู้ดในแบบของผู้กำกับรายนี้ชนิดที่ว่าหาตัวจับยาก แต่ที่ผมสังเกตดูก็คือ นับจาก Milk แล้ว ผลงานของผู้กำกับรายนี้ก็ดูจะแผ่วลง แต่ไม่ถึงกับแย่มากมาย ไม่ว่าจะทั้ง Restless หรือ Promised Land ก็ตาม(ในทัศนของผมนะ) โดย Milk นั้นสร้างจากเรื่องจริง ของนักการเมือง ฮาร์วี่ มิลค์  โดยมีฉากหลังเป็นซาน ฟรานซิสโก ในยุค 70 นอกจากเนื้อเรื่องจะได้ใจแล้วที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือนักแสดงนำ ฌอน เพนน์ ซึ่งถ่ายทอดบทบาทนักการเมืองเกย์คนดัง ออกมาได้แบบไร้ที่ติ เป็นหนังที่มีคุณค่าทั้งในแง่ถ่ายทอดเรื่องราวในหน้าประวัติศาสตร์ได้อย่างงดงาม ยิ่งไปกว่านั้นคือความประทับใจที่ไม่มีวันลืม


19.Spirited Away
อะนิเมชั่นจากค่ายจิบลิ ที่โด่งดังและน่าจดจำมากที่สุดอีกเรื่องหนึ่ง จริงๆแล้วการ์ตูนของจิบลิ ดูดีแทบทุกเรื่องเลยล่ะ จริงๆชอบ Spirited Away กับ Whisper of The Heart แต่รู้สึกว่า Spirited Away ดูมีจิตวิญญาณมากกว่า รวมถึงเรื่องราวการผจญภัยก็ดูเพลินมากๆ ตัวละครมีเสน่ห์ยากจะลืมเลือนโดยเฉพาะตัวประหลาดผู้หงอยเหงา จริงๆมันแทบจะเป็นสัญลักษณ์ที่คู่กับตัวโตโตโร่ ได้เลยล่ะ ถ้าใครยังไม่เคยดูการ์ตูนของค่ายนี้แล้วล่ะก็ ผมอยากให้ดูเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกเลยครับ แล้วคุณจะกลายเป็นแฟนหนังของการ์ตูนค่ายนี้ เหมือนที่ผมเป็นอยู่นี่



20. Donnie Darko
อันดับที่ยี่สิบ ผมพยายามคิด คิด คิดว่าผมชอบเรื่องไหนอีกบ้าง เพราะจริงๆแล้วผมชอบเยอะมาก มากจนไม่อาจจัดไว้ได้แค่ ยี่สิบ ชื่อ ผมพยายามแะมีหลายชื่อมากผุดขึ้นมาในหัวผมทั้งหนังเอพิค หนังอันเดอร์อินดี้ Into the Wild, Harry Potter, The Lord of the Ring , Last Life in the Universe, The True Man Show, Whisper of the Heart, Let the Right One In บลาๆๆๆ แต่ผมกลับเลือก Donnie Darko ด้วยเหตุผลง่ายๆที่ว่าผมชอบตรรกะ ความซับซ้อน และอารมณ์ที่เกิดขึ้นหลังดูจบ ไม่อาจใช้คำว่าหนังผีได้เต็มปากเต็มคำ จะว่าเป็นหนังรักก็ไม่ใช่ มันเป็นหนังที่มีเสน่ห์ หาตัวจับยาก หนังอาจไม่ถูกจริตกับคนส่วนใหญ่มากนัก แต่ผมผู้ซึ่งนิยม ชมชอบหนังแปลกๆแล้ว นี่เป็นอาหารรสเลิศที่ควรหามาชิมอย่างยิ่ง

12 Years a Slave : นี่หรือที่เรียกว่า "มนุษย์"

"I don't want to survive, I want to live"



จริงๆคือไม่ได้อยากดุหนังเรื่องนี้เท่าไหร่ รู้ว่ามันดี และโกยรางวัลมากมาย ซึ่งตัวผมชอบดูหนังรางวัลอยู่แล้ว เพียงแต่ช่วงนี้เจอมรสุมชีวิตหนักๆ หนักมากๆ จึงเปลี่ยนไปดูแนวหนังโทนสว่างๆ เชื่อสิถ้าชีวิตคุณเจอแต่เรื่องแย่ๆคุณก็ไม่อยากจะดูหนังดราม่าหนักๆหรอก คุณจะโหยหาหนังที่มันโลกสวย ใสๆไปจนถึงโกหก หลอกลวง จอมปลอม แต่ยังไงก็ยังไม่อยากพลาดเรื่องนี้แม้จะคาดเดาไว้แล้วว่าเมื่อดูจบต้องหดหู่มากแน่ๆ และมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆนะ คือความรู้สึกมันอึดอัดมาก 


Steve McQueen ผู้กำกับรายนี้ผมเคยดูเรื่องก่อนหน้าเพียงเรื่องเดียวคือ Shame และผมชอบมันมากทีเดียว เพราะหนังมันไม่เบามือเลย คือไม่สนหรือแคร์คนดูเลยว่าจะรู้สึกยังไง ครั้งนี้ใน 12 Years a Slave ยิ่งไปกันใหญ่ คือมันหนักมาก หนักอึ้งเลย ไม่มีช่วงไหนของหนังที่ทำให้เราผ่อนคลายตลอดทั้งความยาว 134 นาที ยิ่งหนังสร้างจากเรื่องจริง มันยิ่งทำให้ถูกดูดเข้าไปร่วมในชะตากรรมนั้นๆกับตัวละคร 


เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของหนังที่ดี แต่ไม่ใช่ว่ามันจะไม่มีจุดพลาดซะทีเดียว มันยังมีบางสิ่งที่เรารู้สึกว่ามันหล่นหายไป หรือไม่ค่อยเมคเซ้น แต่หากมองในความเป็นจริงทุกวันนี้ เราหวังว่าจะขอให้มีใครสักคนเป็นฮีโร่ลุกขึ้นมาต่อต้าน ยื่นมือมาเพื่อช่วยเหลือเรา แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่เลย มีเพียงแต่ตัวเราเท่านั้นที่ต้องเอาชีวิตให้รอดจากเหตุการณ์ร้ายๆ เพราะนี่คือชีวิตจริงๆ ไม่มีใครกล้าเอาชีวิตทั้งชีวิตไปเสี่ยง Solomon Northup ศูนย์กลางของเรื่องไม่ได้พยายามทำตัวเป็นฮีโร่ เป็นวีรบุรุษเขาแค่ใช้ชีวิตไปตามเท่าที่มันจะเอื้ออำนวย แม้ในตอนท้ายเขาจะรอดพ้นจากช่วงเวลาที่แสนลำบากไปได้ แต่คนอื่นๆที่เหลือ ยังคงก้มหน้าทำกรรม ไม่สิมันไม่ใช่กรรม หากแต่เป็นการละเมิดในสอทธิมนุษยธรรมอย่างรุนแรง เขาไม่ได้ทำอะไรผิด เขาแค่เกิดมามีสีผิวไม่เหมือนกันกับเราๆเท่านั้น 


เป็นเรื่องปกติที่มนุษยเรามักจะชอบดูถูก รังแก ข่มเหงคนที่ด้อยกว่าเสมอ ผู้ชายทำร้ายผู้หญิง คนขาวทำร้ายคนดำ เด็กถูกรังแกจากผู้ใหญ่ เพศที่สามถูกสังคมรังเกียจ คนติดยาถูกตีตรา คนไร้การศึกษาถูกตีค่าว่าไม่มีความสามารถเพียงพอจะตัดสินใจในการบางสิ่ง ไม่รู้ว่าทำไมแต่ดูเหมือนลึกๆแล้ว มนุษย์อย่างเราๆจะชอบเหลือเกิน 


นี่เป็นอีกหนึ่งหนังที่ดีมากๆในรอบปี ที่ควรค่าแก่การรับชม 

#นักแสดงทุกคนที่อยู่ในหนังเรื่องนี้เยี่ยมมาก โดยเฉพาะ Michael Fassbender คือพี่แก หลุด มากจริงๆ เป็นตัวละครดาวร้ายอีกตัวที่น่าจดจำ 

#Score หนังมันทำให้เวลาดูรู้สึกหดหู่ไปอีกราวๆสิบเท่า เลยล่ะ


All Is Lost ; เรือเล็กควรออกจากฝั่ง

เรือเล็กควรออกจากฝั่ง 


"เสียงลมคำราม ฟ้าครามพลันมืดมัว หัวใจสั่นระรัว ฉันกลัวอะไร ทะเลเอาจริง หรือเพียงจะวัดใจใคร เหมือนคำขู่ท้าทาย ให้ยอมจำนน" 

ในชีวิตนี้ดูหนังแปลกๆมาพอสมควร แต่หนังเรื่องนี้มันแตกต่างจากเรื่องอื่นๆ แม้มันจะเป็นหนังแนว Survival ตามรอยรุ่นพี่ อาทิ Cast Away, Into the Wild, 127 Hours, Life of Pi เป็นต้น แต่ถึงอย่างนั้น All is Lost กลับ ดูสมจริง ที่สุด เพราะอย่างน้อยๆคุณต้องใช้ชีวิตอยู่กับตัวละครตลอดทั้งเรื่อง จริงๆ หนังเรื่องนี้มีนักแสดงคนเดียว ย้ำเพียงคนเดียว 


"พายุ ถั่งโถม อยู่ในใจ จะออกไปแตะขอบฟ้า แต่เหมือนว่าโชคชะตาไม่เข้าใจ มองไปไม่มีหนทาง ชีวิตฉันต้องล่มลงใช่ไหม" 

หนังเริ่มต้นจากอุบัติเหตุเล็กๆที่ทำให้เรือของชายชรานิรนามวัยเกษียณไปชนเข้ากับตู้คอนเทนเนอร์กลางทะเล นับจากวินาทีนั้นต่อไปนี้คือบททดสอบเอาชีวิตรอด 


"หัวใจคำราม ฟ้าครามไม่สร้างใคร ทะเลจะสร้างคน ด้วยอันตราย พายุ ถั่งโถม สักเพียงไหน จะไม่ยอมแพ้คำขู่ เรียนรู้ และสู้ไป" 

สิ่งที่ชอบมากที่สุดคือ ตัวละครมีความเป็นคนจริงๆสูงมาก สามารถสะมผัสได้และยิ่งไปกว่านั้นเราไม่ทราบข้อมูลใดๆของตัวละครตัวนี้เลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียงเรียงนาม จุดหมายปลายทาง วัตถุประสงค์ในการเดินทาง อะไรก็ตาม และหนังก็ไม่ได้พยายามทำให้เราอยากรู้เรื่องนั้น สิ่งเดียวคือ ชายผู้นี้จะเอาตัวรอดได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น ดูเหมือนว่าผู้กำกับจะมีอารมณ์ขัน(ร้าย)ตั้งแต่กรให้ความหวังก่อนจะทิ้งให้หมดอาลัย ตายอยากไปกับความหวังที่พังทลายลงไปต่อหน้าต่อตา ไปจนถึงวินาทีสุดท้าย ตลอดทั้งเรื่องหนัง่อยๆทวีความหนักอึ้ง เข้ามาทีละนิดทีละนิด จนถึงฉากสุดท้าย 


"จะออกไปแตะขอบฟ้า สุดท้ายแม้โชคชะตาไม่เข้าใจ (ภายในใจยังคงเรียกร้อง) มองไปไม่มีหนทาง แต่รู้ว่าฉันต้องไปต่อไป" 

สิ่งหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้และมันทำให้หนังเรื่องนี้ไปได้ไกลคือ Soundtrack ประกอบที่ช่วยเพิ่มความสมจริงให้กับหนังขึ้นไปอีกเท่าตัว ไม่ว่าจะเป็นเสียงฟ้าคำราม คลื่นซัดกระหน่ำ หรือ Score ที่มาเป็นพักๆ แต่มาได้ถูกที่ถูกจังหวะมาก 


"ตรงเส้นขอบฟ้าสีคราม ความหวังยังนำทางฉันใช่หรือไม่ (ให้อุปสรรคเปลี่ยนผันเป็นพลัง) คำตอบอยู่กลางคลื่นลม ชีวิตแม้ต้องล่มลงตรงไหน แต่ฉันก็ยังยืนยันที่จะไป" 

ไม่แปลกที่ใครจะเรียกหนังเรื่องนี้ว่า "หนังทดลอง" เพราะผมก็รู้สึกแบบนั้นนะ มันเป็นการทดลองซึ่งให้ผลลัพธ์ที่ดีมากทีเดียว พิจารณาว่านี่เป็นหนังเรื่องที่สองของผู้กำกับ J.C. Chandor เครดิตก่อนหน้าคือ "Margin Call" โดยนักแสดงนำของ All is Lost คือ Robert Redford ซึ่งก็น่าสงสัยนะว่าทำไมถึงไม่ติดโผนำชายออสการ์ ? 


"จะออกไปแตะขอบฟ้า สุดท้ายแม้โชคชะตาไม่เข้าใจ(ภายในใจยังคงเรียกร้อง) มองไปไม่มีหนทาง แต่รู้ว่าฉันต้องไปต่อไป" 

อย่างที่ผมบอกไปเมื่อตอนต้นว่าผมก็ดูหนังมาพอสมควร พอจะรู้ว่าหนังเรื่องไหนดี ไม่ดียังไง หนังบางเรื่องดูจบแล้วแทบอยากจะไปเผาบ้านทีมงานหนังเรื่องนั้นทิ้งเสียให้รู้แล้วรู้รอด แต่กลับหนังเรื่องนี้คือ ผมอยากปรบมือชื่นชมผู้กำกับมาก กับตอนจบของหนัง คุณอาจสูญเสียทุกอย่าง (All is Lost) แต่สิ่งหนึ่งคือคุณอย่าเสียศูนย์ อย่าทอดทิ้งความหวัง 


"ความหวังยังนำทางฉันใช่หรือไม่ ชีวิตมันยังยืนยันที่จะ ที่จะ ไป" 

#ขอขอบคุณเนื้อเพลงจากศิลปิน Bodyslam