วันอังคารที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2556




Maroon 5 - Love Somebody

แต่ดั้งแต่เดิม เป็นคนที่ไม่ชอบฟังเพลงสากลเอามากๆ เพราะฟงไม่ค่อยรู้เรื่อง บางเพลงก็ฟังไม่ออกเลยด้วยซ้ำไป 



จนได้มารู้จักกับเพลง She Will Be Loved ของศิลปินชาวอังกฤษรวมตัวกันในนาม MAROON 5  นับจากวันนั้น จนถึงวันนี้ กล้าพูดเลยว่า ผมฟังเพลงไทย น้อยลงกว่าเดิมมาก แต่ไม่ใช่ไม่ฟังเลย เพียงแต่ มันคุ้มค่ากับการนั่งฟังไหมล่ะ

อย่างล่าสุดกับเพลง รักต้องเปิด(แน่นอก) มันไม่มีทั้งความสร้างสรรค์ ในแง่ของการเป็นเพลงที่ควรค่าแก่การฟังเลย ครั้งแรกที่ฟังนี้ไม่รู้เลยว่าเพลงร้องว่ายังไง ฟังไม่ออกจริงๆ  นอกจากท่าเขย่าหน้าอก ในขณะที่ คนไทยเราบอกว่า วัฒนธรรมตะวันตกนั้นเต็มไปด้วยเรื่องเกี่ยวข้องกับเซ็กซ์  คุณแน่ใจในคำที่คุณพูด หรือความคิดคุณได้ยังไง 

สื่อไทยก็ดูเหมือนจะสนุกกับการพูดถึงเรื่อง เขย่าอก บางคนก็บอกว่า มันเป็นเรื่องปกติ มันปกติมากครับ กับการเห็นเด็กอายุ 10 ขวบ ร้องเพลงนี้พร้อมกับท่าเต้นสุดฮิตนี้ เจ๋งจริง !ในฐานะผู้ฟังคนหนึ่ง ผมยังคงไว้วางใจกับการฟังเพลงของค่ายอโศกมากกว่า อาจจะดูอคติ แต่มันคือความจริง เรื่องไหนดีควรได้รับการสนับสนุน

ในขณะเดียวกัน หนังไทยดีๆหลายเรื่องก็ถูกแบน คงไม่ต้องสาธยายว่าเรื่องอะไรบ้าง หรือหนังเทศบางเรื่องที่ถูกคลุมดำ หรือซ้ำร้ายตัดทิ้งออกไป แล้วคุณมีการจัดเรทหนังเพื่ออะไรกัน



เพลงของ MAROON 5 ก็ใช่ว่าจะไร้มลพิษ บางเพลงนั้นก็สื่อถึงเซ็กซ์ อย่างชัดเจน แจมแจ้ง โจ่งครึ้ม แต่ทำไมนะ มันถึงได้น่าฟัง และมีอะไรมากกว่า หน้าอกกระเพื่อม น่าคิดดีนะ



ความดังของ MAROON 5 นั้น ฉุดไม่อยู่จริงๆ ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น มีทั้งเพลงที่ชอบฟังและไม่ชอบฟัง ปะปนกันไป แต่โดยรวมแล้ว นี่คือ ศิลปิน ที่ผมรักมากที่สุด สำหรับเพลง Love Somebody คือเพลงที่ผมชอบตั้งแต่ได้ฟังครั้งแรก เหมือนกับว่าเพลงนี้ ถูกแต่งแต้ม ขึ้นมาเพื่อขอบคุณ แฟนๆ ที่ให้การต้อนรับเขาอย่างอบอุ่นเสมอมา 

MV นั้นเรียกได้ว่า งามอย่างน่าอัศจรรย์ เธอทำให้ฉันมีตัวตน You take me all the way.



อย่าบอกให้คนอื่นลืมตาจากความมืด หากคุณเองก็ยังอยู่ในเงามืด ฟัง รักต้องเปิด(แน่นอก) แล้วลองมาฟัง Love Somebody จากนั้นก็แล้วแต่คุณจะคิดล่ะครับ




วันอาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เรื่องสยองของชาวอเมริกัน : American Horror Story

ใครรู้สึกเบื่อๆ เซ็งๆหนังผีสมัยนี้บ้าง ผมคนนึงแหละ  ที่ไม่ค่อยเสพหนังผี หนังสยองขวัญเท่าไหร่  นานทีปีหน จะโดนใจเข้าสักเรื่อง ถ้าให้นึกย้อนหลังไปก็คงเป็น The Cabin in the Woods ที่ดูมีสีสัน รู้จักประดิด ประดอย ดัดแปลงให้อยู่เหนือการคาดเดาของคนดูหรือย้อนหลังไปก็นู่นเลย Drag Me to Hell แต่หนังสยองขวัญที่ผมชอบที่สุดในยุคสองพันนี้คงเป็น Donnie Darko 



ช่วงนี้คงหนีไม่พ้นหนังผีรีเมค(อีกแล้ว) Evil Dead ที่ผมก็ยังไม่ได้ไปดู  เนื่องจากลังเล เพราะมันมีท้งที่ชอบและไม่ชอบ อีกอย่าง สองภาคแรกมันก็ขึ้นหิ้ง เอาไว้บูชาไปแล้ว คงไม่ต้องลากมาเปรียบเทียบ แต่ถึงยังไงก็คงไม่พลาด ห่างลาโรงไปคงตามเก็บแผ่นในภายหลัง อีกทั้งที่ไม่อยากไปดูก็คงเพราะเลือด และความแหวะๆ นี่ล่ะ มันคงไม่ดีเท่าไหร่ หากป๊อปคอร์นที่อยู่ในกระเพาะจะสำรอกออกมา 



สาเหตุที่ผมตั้งกระทู้นี้ จริงๆก็เพื่ออยากให้ คอหนังผี ที่เอียนไม่ต่างจากผมได้ลองหาอะไรใหม่ๆ ร่วมสมัยอย่าง American Horror Story ที่จะพาทุกท่านไปพบกับ มิติใหม่ ของหนังผี 



ส่วนตัว ชอบดูซีรี่ย์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่จะดูได้ก็เฉพาะช่วงหยุดเรียน ซัมเมอร์เท่านั้นแหละ เพราะขนาดความยาว ของมันคงไม่เหมาะที่จะดูในวันที่เต็มไปด้วยความยุ่งยาก อีกทั้งซีรี่ย์นั้นมันหยุดดูไม่ได้ อาการอยากดูตอนต่อไปของมันไม่ต่างจากการ ติดสิ่งเสพติด อันตรายน่าดู 



ปิดเทอมนี้ผมก็ดูไปสองสามเรื่อง ก็มี Arrow มี White Collar แล้วก็มาจบที่ American Horror Story ซีซั่นสอง แต่จะขอพูดถึงแค่ American Horror Story เท่านั้น 



ผมชอบมาก  ในเวลานี้มีอยู่ สามซีรี่ย์ที่ขอยกขึ้นบูชา คือ Game of Thrones ,Lost แล้วก็ American Horror Story นี้ล่ะที่รู้สึกว่า หยุดดูไม่ได้ 



American Horror Story ในซีซั่นแรก พูดถึงบ้านหลังหนึ่งที่มีประวัติสยองขวัญมากมาย ผ่านช่วงเวลาหลายศตวรรษ ทั้งยังอยู่ในโปรแกรมทัวร์สยองขวัญ 12 แห่งอีกด้วย



ครอบครัวโชคร้ายก็ได้เข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้พร้อมด้วยปมปัญหาครอบครัวอันหนักอึ้ง  มันคงจบแค่นั้นถ้าไม่มีมีการต่อยอดออกไป  แต่นี้มันแค่น้ำจิ้ม  ของจริงยังไม่ออกมา การตัดต่อที่ทำออกมาได้จิตสุดๆ ตัวละครที่เพี้ยนได้ใจ เราไม่รู้ว่าควรเอาใจช่วยตัวละครไหน การพลิกแผลงบท ที่คาดเดาไม่ได้เลยว่าจะจบยังไง  นักแสดงที่ไม่ใช่แค่การสวมบทได้อย่างยอดเยี่ยมแต่มันถึงใจมากกกกกกกกก  โดยเฉพาะ Jessica Lange และ Frances Conroy ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ 



Zachary Quinto หมดกันกับภาพชาววัลแคนแสนเนี้ยบใน Star Trek สำหรับบทเกย์หนุ่มที่หึงเพื่อนชายจนเกินงาม แต่ที่ผมชอบโดยส่วนตัวแล้วคงเป็น Evan Peters ช่างเป็นผีที่หล่ออะไรอย่างนี้  ฉันไม่เสียดายชีวิตแล้วล่ะ /นิสัยของฉันมันเบลล่ามากกก




ถ้าคิดว่า American Horror Story ซีซั่นแรกมันเจ๋งแล้วล่ะก็  อาจคิดผิด เพราะในซีซั่นสอง มันสยองคูณสอง



อะไรที่คิดว่าบ้าแล้ว ในซีซั่นสองมันไกลกว่า กว้างกว่า ด้วยสถานที่ที่ได้ขึ้นชื่อว่าโรงพยาบาล สุดเฮี้ยน หลากหลายเหตุการณ์เกิดขึ้น ณ ที่แห่งนี้ มนุษย์ต่างดาว การทดลองวิทยาศาสตร์ของหมอโรคจิต แม่ชีเคร่งศาสนา บาทหลวงผู้ทะเยอทะยาน สิ่งมีชีวิตในป่าหลังโรงพยาบาล ฆาตกรใจโหดนามบลัดดี้เฟซ ซาตานในร่างแม่ชี  โหยยยยยย  สารพัดปม  ที่เราไม่เพียงแต่เอาใจ่วยตัวละครแต่ยังต้องเอาใจเข้าลุ้นว่าหนังจะไปยังไง จะแก้ปมนั้นได้หรือเปล่า  




ผมดูจบทั้งสองซีซั่นแล้ว  รอซีซั่นสาม ขอบอกเลยว่า  ต้องดูเท่านั้น ! แม้ตัวละครอาจจะมาก ปมอาจจะเยอะแต่เรารู้สึกว่าคนสรา้งเค้าประณีตมากใส่ใจทุกๆรายละเอียด ไม่รู้สึกว่าตัวละครตัวไหนที่เป็นตวถ่วงให้เรื่องมันอืด ทั้งมันไม่เหมืออะไรที่เคยสัมผัสมา ดูๆไป ยังแอบนึกว่าผู้สร้างเป็นญาติเกี่ยวดองทางพันธุกรรมอะไรกับ Alfred Hitchcock หรือเปล่า เพราะดีกรีระดับความบ้าบิ่นไม่ต่างกันเลย  


ใครที่เบื่อๆ เซ็งๆ ขจัดความจำเจด้วยซีรี่ย์ American Horror Story สิครับ



#ไม่ได้ขายของ หน้าม้า หน้าแมว น่ารัก แต่ใครที่หาดูออนไลน์ไม่ได้ หรือเกลียดภาพไม่คมชัด ภาพชักกระตุกเหมือนผีเข้า เสียงอุดอู้เหมือนพูดในรูตู---ด    รู้สึกว่า catalyst จะนำเข้าจำหน่ายในวันที่ 23/05/2013  อีกไม่กี่วันนี้เอง ราคาไม่น่าจะเกินห้าร้อย แถมยังมีฟีเจอร์งานเบื้องหลังให้ดูอีก คุ้มกว่าเห็นๆ  แน่นอนครับ ผมคงซื้อไว้ดู(อีกหลาบรอบ)แน่ๆ


วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

สภาวะไร้แรงโน้มถ่วง : Star Trek Into Darkness


USS Enterprise ไม่ได้เป็นเพียงแค่ยานลำหนึ่ง แต่สถานะของมันถูกเปรียบเปรยเหมือนบ้าน เหมือนตัวละครตัวหนึ่ง เวลาที่ยานลำนี้ได้รับความเสียหาย เราจะรู้สึกไม่ต่างจากตัวละครตัวหนึ่งที่กำลังได้รับบาดเจ็บ 



ฉากที่สูญเสียกัปตันคนเดิมอย่าง Pike มนุษย์เรารู้สึกสับสนมากแค่ไหน เมื่อรู้ว่าในกี่วินาทีข้างหน้า จะต้องสิ้นลมหายใจ สิ่งใดรออยู่ข้างหน้า หลังโลกใบนี้ Spock พาร่างของ Pike ออกมาจากจุดอันตราย น้ำตาของ Pike ไหลลงอาบน้ำ สป๊อค สัมผัสกับใบหน้านั้น เค้าร่วมรับรู้ประสบการณ์ วินาที ที่ความตายรออยู่ข้างหน้า 




Kirk วิ่งเข้ามาหา Pike เค้าพบกับร่างไร้วิญญาณของ Pike ผู้ซึ่งชี้ทางให้เค้าเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Starfleet ในอีกฐานะ Pike ไม่ใช่แค่ชายสูงวัยคนหนึ่งที่เค้ารู้จัก แต่คนที่ต้องกำพร้าพ่อไปตั้งแต่เดกๆ Pike คือ พ่อคนหนึ่งของเค้า น้ำตา Kirk ไหลลงอาบแก้ม เค้าลุกขึ้นแล้วเดินจากไป 



ฉากช่วงท้าย ผมเชื่อว่าทุกคนคงพอเดาได้ว่า ท้ายสุดตัวละครจะต้องเจอกับอะไร แต่มันไม่ใช่เรื่องของ คนดู อยู่เหนือคนทำหนัง แต่มันเป็นเรื่องของการ เดินตามหนัง แล้วร่วมรับรู้ไปกับชะตากรรมของตัวะครอย่างเปิดใจให้เป็นอิสระ



ยานได้รับความเสียหายอย่างหนัก กำลังดิ่งลงโหม่งกับพื้อนโลก Spock ได้รับหน้าที่เป็นกับตันยานแทน Kirk เนื่องจากเขาไม่สามารถดำรงหน้าที่นี้ได้ Kirk วิ่งเข้าไปยังห้องเก็บพลังงานเพื่อทำให้ยานฟื้นตัวอีกครั้ง Scotty พยายามห้ามเพราะในห้องนั้นเต็มไปด้วยรังสีอันตราย ที่จะฆ่าเค้าได้ ในเวลาไม่กี่นาที นี้เป็นความผิดพลาดที่ Kirk ต้องรับผิดชอบ เค้าฉกเข้าไปยังใบหน้าของชายที่เป็นเพื่อน เค้าวางร่างที่หลับใหลของ Scotty ไว้บนเก้าอี้ เค้าเดินเข้าไปยังห้องนั้น ไม่ใช่เพื่อปลิดชีพตัวเอง แต่เป็นการช่วยเหลือคนบนยาน ครอบครัวเดียวที่เค้าเหลืออยู่ และเค้าก็ทำสำเร็จ คนบนยาน ปลอดภัย 



Scotty ลืมตาขึ้นเค้าเรียกให้ Spock ลงมาหาเดี๋ยวนี้ก่อนจะสายเกินไป Spock วิ่งออกมาจากห้องควบคุมยาน เค้ามองเห็นร่างของ Kirk อยู่ในห้องนั้น มันถูกล็อคไว้เนื่องจากรังสีที่อันตรายยังไม่จางหายไป ทังคู่มองตากัน สนทนากัน ทำไม Kirk ถึงต้องช่วยชีวิต Spock ไว้จากเหตุการณ์ภูเขาไฟระเบิด เพราะคำว่าเพื่อน ทั้งคู่เอื้อมมือไปสัมผัสกัน กระจกบานนั้น กั้นขวางไว้ วินาทีนั้น สป๊อคไม่อาจรับรู้ได้เลยว่า Kirk รู้สึกยังไง ความว่างเปล่าใช่ไหม ที่รออยู่หลังลมหายใจที่กำลังหมดไป ชาววัลแคนโดยปกติแล้วต้องเก็บกักอารมณ์ไว้ไม่ให้อยู่เหนือความคิด แต่เค้าเองไม่ใช่ชาววัลแคนโดยเนื้อแท้ แล้วน้ำตาของ Spock ก็กลั้นไว้ไม่อยู่ วันที่เค้าสูญเสียดาวบ้านเกิดไป วันที่ต้องสุญเสียแม่ที่เป็นมนุษย์ไป เค้าเลือกที่จะไม่เจ็บปวดใจ แต่ทำไมครังนี้ เค้าทำไม่ได้ มือของ Spock และ Kirk ประทับลงบนกระจกบานนั้น ก่อนที่ Kirk จะจากไป 



Khan อีกหนึ่งตัวละครที่ทรงเสน่ห์ ชายผู้ซึ่งหลับใหลและตื่นขึ้นพร้อมกับเรื่องราวเศษเสี้ยวแห่งวันวาน เพื่อช่วยเหลือให้ลูกเรือของเค้าฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง เค้ายอมทำในสิ่งเลวร้าย ไม่สิ เพราะคนแห่งอนาคตต่างหกที่ทำให้เค้าต้องเป็นคนเลว



ไม่ใช่แค่ผมคนเดียวที่น้ำตาไหล หลายคนในโรงดูมีอาการหนักกว่าผม เมื่อเราร้องไห้สิ่งที่ตามมาคือ น้ำมูก และการสูดน้ำมูกอาจรบกวนการดูหนังของคนข้างๆได้ หากคุณยังไม่ได้ดู แต่อ่านมาถึงตอนนี้ ยังไม่ไปดู คุณก็ใจร้ายเต็ททีแล้วล่ะ 



ถ้าคุณใจแข็งไม่พอ พกผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตา ไปด้วยก็จะเป็นการดีมากเสื้อคุณจะไม่เปียกเหมือนผม 

วันเสาร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

Rain In The Summer.

สายฝนในคืนหนึ่งของฤดูร้อน

แค่ได้คิดถึง - ญารินดา


พระอาทิตย์ส่องแสงแดดเจิดจ้าทำให้อากาศร้อน มันก็ทำให้เราผู้อาศัยพลอยได้รับความร้อนไปด้วย พระอาทิตย์ร้อนขึ้นกว่าเมื่อ 100 ปีก่อน หรือ 50 ปีก่อนหรือเปล่า ทำไมเราเมื่อ 10 ปีก่อนจำไม่ได้เลยถึงความร้อนแบบนี้ สงการนต์ผ่านไป แต่ความร้อนยังคงอยู่ ยามกลางวันว่าร้อนแล้วเฝ้ารอให้พระอาทิตย์ตกดินลับขอบฟ้าไป หวังว่าอากาศคงเย็นลง

โลกร้อนเพราะใครกัน หากไม่ใช่เพราะมนุษย์เรา



หลายวันมันก็ยังคงร้อนทั้งกลางวัน กลางคืน แต่วันนี้เหมือนข้างบนเต็มใจมอบสายฝนลงมา ในค่ำคืนท่แสนร้อนอบอ้าว ลมเย็นแต่แรงไม่เบาทำให้ต้นไม้ไหวเอน เสียงฟ้าร้องทำเอาแผ่นดินตื่นตัว น้ำหยดเล็กค่อยๆทยอยตกลงมากระทบผืนดินที่ต้องตากแดดมาเป็นเวลานานได้เย็นฉ่ำ แม้มันจะเป็นแค่เวลาไม่นาน ฝนตกเดี๋ยวมันก็หยุด พรุ่งนี้จะร้อนยังไงค่อยว่ากันอีกที คืนนี้มีสายฝนนอนเป็นเพื่อนมันก็มีความสุขดี ตกมาเยอะๆนะ ฝน 



เวลาฝนตกทีไร ชอบเปิดเพลง แค่ได้คิดถึง ฟัง มันไม่ได้มีความหมายอะไรที่เกี่ยวกันแค่รู้สึกว่า ชอบฟัง ชอบที่ได้คิดถึงเธอ เวลาที่ฝนตก จำได้ไหม วันนั้นที่ศาลาริมทางเดินเราหลบฝนอยู่ด้วยกันเราทั้งคู่เปียกไปหมดเลย เราเห็นเธอนั่งตัวสั่นเราก็อยากเข้าไปกอดนะ แต่มันคงไม่ดีเท่าไหร่ ก็ไม่รู้ว่าเธออยากให้ทำอย่างนั้นไหม เสียดายจังที่วันนี้ไม่มีโอกาสได้ถามเธอแล้ว แต่เราจะคิดถึงเธอตลอดไปนะ



ชีวิตที่มันขาดเธอ วันนี้ยังเดินต่อไป

2 ‎พฤษภาคม ‎2556, ‏‎22:54:15

วันอังคารที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2556

แต่เพียงผู้เดียว P-047 : ในห้องหัวใจ


หนังอาร์ต หนังติสต์ หนังเซอร์ หนังนอกกระแส หนังCult มันถูกจัดประเภทยังไง เราไม่รู้ แต่ที่เรารู้คือหนังประมาณนี้แหละที่ชอบดู แม้จะดูไม่รู้เรื่องเลยก็ตาม แต่อย่างน้อยมันก็ไม่ใช่ความว่างเปล่า


เล็ก ช่างทำกุญแจกับ ก้อง อดีตคนทำงานในกองถ่ายที่บังเอิญได้มารู้จักกัน ทั้งคู่ได้ก้าวเข้าไปในโลกของใครต่อใครหลายคน ใช้ชีวิตในโลกเหล่านั้นก่อนจะปดประตูแล้วเดินออกมา จนวันนึงได้ไปพบเข้ากับความลับที่เป็นความรัก



เล็ก แม้จะเป็นคนสร้างกุญแจให้ใครหลายๆคนได้เข้าไปในโลกของตัวเอง เขาใช้เวลาสำรวจในโลกของคนอื่นแต่สำหรับเขา ไม่มีใครรู้และเค้าเองก็ไม่เคยรับรู้การมีอยู่ของตัวตน แม้กระทั่งหญิงในฝันเขาก็ไม่เคยบอกใคร 



ก้อง เขาออกจากงานเดิม ในกองถ่ายด้วยเหตุผลว่า การทำหนังมันไม่จริง ก่อนจะมารับงานเป็นพนักงานขายหนังสือร้านข้างๆช่างทำกุญแจ เมื่อใดบทเพลงนั้นได้ล่องลอยมากระทบโสตประสาทเข้า ภาพของหญิงคนนั้นจะปรากฏขึ้นอีกครั้ง และอีกครั้ง การได้เข้าไปใช้ชีวิตในโลกขงคนอื่นทำให้เขาได้รับรู้อะไรมากมาย โลกของเขา โลกของคนอื่น

เขามีความรักที่ต้องเก็บไว้เป็นความลับ ไม่ให้ใครรับรู้ แม้ใครคนนั้นจะมีอีกคนเคียงข้างอยู่แล้ว เขาเพียงต้องการอยู่ใกล้ รับรู้ความเป็นไป อยู่โดยไม่ร้องขอใดๆ


หญิงสาวที่ชอบสูดกลิ่นที่แอบอยู่ในกล่อง กล่องเหล่านั้นปิดบังอะไรเอาไว้ เธอมีความสุขกับการได้จินตนาการถึงของต่างๆที่เคยแอบซ่อนตัว นอนนิ่ง เงียบงันอยู่ภายใน 


นกยูง สีสันที่ปรากฏบนปลายขน ทำให้มันดูสวยงาม สง่า จนใครๆต่างหลงใหล ภายนอกมันดูเป็นเช่นนั้น แต่จะมีกี่คนที่รู้ว่าช่วงเวลาที่มันได้มีความสุขกับคู่รักมันช่างสั้นยิ่งนัก


หญิงสาวถือร่มสีขาว เสื้อสีชมพู ยืนรอรถไฟเทียบชานชาลา เธอกำลังจะไปที่ไหน ไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่การปรากฏตัวของเธอทำให้ชายผู้ซึ่งไม่เคยมีจุดยืนได้เข้าใจถึงความรักซะที



ความรักกระจายอยู่ทั่วไปในอากาศและมันไม่ใช่แค่ของใครคนใดคนหนึ่ง ทุกคนสามารถมีไว้ครอบครองได้



Director Statement:คงเดช จาตุรัตน์รัศมี

"หากชีวิตคือการหยิบยืมเรื่องราวจากผู้อื่นมาต่อยอดชีวิตเราออกไป นำมาทำสำเนา หรือดัดแปลงจนเป็นของเรา และสุดท้ายก็ส่งต่อกันไปผ่านมือกันครั้งแล้วครั้งเล่า แล้วจะหลงเหลือสิ่งใดที่เป็นของเรา.......... แต่เพียงผู้เดียว"



วันอังคารที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2556

เช็คหนัง Summer เพิ่มความร้อน part 3



13.Kick-Ass 2
ระดับความน่าดู : 3/5

ถ้าคุณดูภาคแรกคุณจะยอมพลาดภาคสองนี้หรือ ระดับความน่าสนใจเรื่องนี้อาจมากขึ้นหากผู้กำกับยังคงเป็นมือฉมังอย่าง Matthew Vaughn จะสานต่อเรื่องราวโดยไม่ถอยร่นไปเป็น ผ.อ.สร้าง แล้วให้ Jeff Wadlow ขึ้นมากุมบังเหียนแทน เพราะถึงหนังจะถมโปรดัดชั่น เพิ่มเงินทุน นักแสดงเพิ่มอีกเพียบแต่เมื่อดูจาก Trailer แล้วกลับไม่มีเสน่ห์มากพอนอกจากฉากแอ็คชั่นที่อาจถูกใจคนกลุ่มใหญ่ แต่โดยรวมแล้วมันกลับขากเสน่ห์ไม่เหมือนอย่างที่เคยเป็น


14.The Lone Ranger
ระดับความน่าดู : 4/5

แม้ตัวอย่างที่ออกมาอาจไม่ดึงดูดมากนักเมื่อเทียบกับเรื่องอื่นๆที่การตลาดดูจะล้ำหน้า(เสียวไส้แทน เพราะทิศทางการโปรโมตของค่ายดิสนีย์นั้นแย่เอามากๆ ไม่งั้น John Carter คงไม่เดี้ยงขนาดนั้น) แต่ต้องยอมรับว่าการกลับมาผนึกกำลังของผู้กำกับ Gore Verbinski แห่งผืนสมุทร Pirates of the Caribbean รวมทั้ง Johnny Depp และโปรดิวซ์เซอร์คนดัง Jerry Bruckheimer นั้นน่าสนใจ Pirates of the Caribbean อยู่ในสถานะใด The Lone Ranger คงไม่ต่างกันมากนัก

15.Despicable Me 2
ระดับความน่าดู : 4/5

เพราะภาคแรกไม่ใช่แค่สนุกแต่ยังดีในระดับล่ารางวัล ภาคต่อจึงได้รับการคาดหวังตามไปด้วย และจาก Trailer นั้นก็เรียกเสียงฮาได้เป็นอย่างดี หนังมาพร้อมกับทีนักแสดงพากษ์เสียงทีมเดิม เสริมทัพด้วย Al Pacino และ Kristen Wiig เมื่อพิจารณาแล้วหนังอะนิเมชั่นที่น่าจะทำกำไรที่สุดแห่งปีคงเป็น Despicable Me 2 นี่ล่ะ

16.Pacific Rim
ระดับความน่าดู : 5/5

ผละจาก The Hobbit มาทำหุ่นยนต์ฟัดสัตว์ประหลาด อาจเป็นความคิดที่ไม่ดีนักแต่เมื่อผลลัพธ์ออกมากลับผิดคาด Pacific Rim เป็นอีกหนึ่งหนังที่เชียร์ให้ประสบผลสำเร็จในทุกๆทาง Guillermo del Toro ผู้กำกับชาวเม็กซิโกไม่เพียงแต่ทำหนังออกมามีสไตล์ ลายเซ็นที่ชัดเจน แต่ยังผนวกเอาหลายๆสิ่งมาผสมผสานได้ย่างลงตัวโดยมีแรงบันดาลใจมากจากหนังสือการ์ตูนของญี่ปุ่น แม้นักแสดงอาจไม่คุ้นหน้าคุ้นตามากนัก แต่รับรองได้ว่าหนังเรื่องนี้มีของโชว์เพียบ 

17.R.I.P.D.
ระดับความน่าดู : 3/5

Ryan Reynolds ต้องมาเป็นคู่หูให้กับ Jeff Bridges เท่านั้นคงพอเรียกคะแนนได้ แถม Plot เรื่องยังน่าสนใจในระดับหนึ่ง แต่เมื่อปล่อย Trailer ออกมาหลายคนอาจตกใจร้องเสียงก้องบ้าน ด้วยความคุ้นๆเหมือนเคยเห็นที่ไหน มันทำให้ลดระดับความน่าสนใจลงไปมากโข มาดูกันว่าท้ายสุดแล้วผลงานของผู้กำกับ Robert Schwentke จะเป็นการช่วยชีวิตนักแสดงหนมสุดหล่ออย่าง Ryan Reynolds ให้ฟื้นชีวิตหรือตอกฝาโลงให้จมลึกกว่าเดิม

18.The Wolverine 
ระดับความน่าดู : 4/5

ท่ามกลางหนังฮีโร่ตัวยักษ์ๆ อาจทำให้ใครหลายคนมองข้าม The Wolverine ไปอย่างน่าเสียดาย แต่เมื่อเอาเข้าจริงๆแล้ว หนังฮีโร่ที่ดูหนักแน่น จริงจัง และมีความเป็นสไตล์มากที่สุดเห็นจะเป็น The Wolverine เว่อร์ชั่นนี้ ที่พา Logan ไปถึงแดนปลาดิบ พิจารณาถึงตัวผู้กำกับอย่าง James Mangold เองก็ไม่ใช่คนที่ทำหนังห่วย ไม่แน่ท้ายที่สุดจ้าของคำชมจากนักวิจารณ์อาจเทมาที่ The Wolverine ก็เป็นได้ หากไม่มีอะไรผิดพลาด

19.
Elysium

ระดับความน่าดู : 4/5

หลังพีคสุดไปกับหนังใหญ่เรื่องแรก District 9  ผู้กำกับ Neill Blomkamp กลับมาอีกครั้งกับหนังที่ใหญ่กว่า ว่าด้วยโลกอนาคตที่แบ่งแยกคนจนและคนรวยออกอย่างชัดเจนโดยคนรวยอาศัยอยู่บน Elysium ทำให้คนบนโลกอย่าง Max De Costa ที่ต้องการเยียวยาชีวิตตัวเอง ดิ้นรนทำลายห่วงโซ่นี้ พิจารณาว่าหนังใช้เวลาคลอดนานมากเป็นที่น่าสังเกตว่า Elysium คงมีอนาคตที่ดีแน่นอน จาก Trailer เองนับว่าน่าดูไใช่น้อย ยิ่งได้นักแสดงเกรดเอตบแถวมาร่วมขบวนด้วยแล้ว คงต้องรอดู Trailer ใหม่ๆว่าจะทำให้น้ำย่อยทำงานได้ดีแค่ไหน

เช็คหนัง Summer เพิ่มความร้อน part 2




8.Man of Steel
ระดับความน่าดู : 5/5

ไม่ว่าจะชื่นชอบในตัว Zack Snyder มากน้อยเพียงใด แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นผู้กำกับที่น่าจับตามองมากที่สุด หลังล้มไปกับแก็งค์ชะนีสาว Sucker Punch ทั้งการกลับมาครั้งนี้พร้อมกับฮีโร่บุรุษเหล็กอย่าง Superman ที่ทาง DC หมายหมั้นปั้นให้เป็นว่าที่ภาคต่ออันทรงคุณค่า ผนึกกำลังกับ Christopher Nolan ในฐานะผู้อำนวยการสร้างและจากทิศทางหนังที่เห็นได้จาก Trailer รวมทั้งการโปรโมตคลิบไวรัลต่างๆนั้น ทำให้ Superman เป็นหมัดเด็ดของซัมเมอร์ปีนี้ฟัดกับมนุษย์เตารีดอย่าง Iron Man ของทาง Marvel มากที่สุด

9.Much Ado About Nothing
ระดับความน่าดู : 3/5

จะสามารถเรียกว่า 'หนังเฉพาะกลุ่ม' ได้หรือเปล่า เพราะตัวผู้กำกับอย่าง Joss Whedon เพิ่งพีคสุดๆไปกับทีมฮีโร่เอาใจคนดูอย่าง The Avengers คราวนี้ขอมาจับหนังฟอร์มเล็กๆ ด้วยการนำงานเขียนของ วิลเลียม เชกสเปียร์ มาปัดฝุ่นขึ้นจอใหม่ คำชมจากนักวิจารณ์ที่เห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า เยี่ยม คงพอการันตีความยอดในที่นี้ได้ หากใครเบื่อๆหนังระเบิดภูเขา เผากระท่อม Much Ado About Nothing คงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในฤดูกาลนี้


10.Monsters University
ระดับความน่าดู : 3/5

หากเป็นเมื่อสาม สี่ปีก่อนชื่อของ Pixar คงเป็นอะไรที่ใครหลายๆคนไม่ลังเลที่จะเข้าไปอุดหนุน แต่พักหลังคุณภาพของหนังที่ขึ้นๆลงๆ ทำให้หลายคนเริมคิดหนัก และ Monsters, Inc. เคยเป็นหนังอันดับต้นๆที่มีคนรอคอยภาคต่อ แม้ครั้งนี้จะไม่ใช่ภาคต่อโดยตรงแต่ก็น่าจะทหให้ใครหลายๆคนพอใจในระดับหนึ่ง แน่นอนงานด้านภาพที่ได้รับการพัฒนาจนล้ำหน้าค่ายอื่นๆแต่จาก Trailer แล้ว ณ จุดนี้บอกเลยว่ายังธรรมดา สิ่งเดียวที่ทำให้มันยังคงน่าดูคือตัวอักษรคำว่า Pixar เล็กๆใต้โปสเตอร์ // บอกเลยว่าเราเป็นแฟนหนังของ Pixar และชื่อนชอบใน Brave มากและดีใจที่คว้าออสการ์ไปครอง แต่เมื่อได้ยลโฉมผู้ได้เข้าชิงเช่นกันแล้ว กลับมีข้อสงสัยในใจ


11.This Is the End
ระดับความน่าดู : 4/5

ความน่าสนใจในหนังเรื่องนี้คือการที่ดาราทั้งหลายต้องรับบทเป็นตัวเอง(?) หลังงานปาร์ตี้ที่พบว่าเกิดหายนะจากโลก จาก Trailer แล้วบอกว่าน่าดูมากๆ หนังอาจเป็นได้ทั้งมาตรฐานหนังตลก ล้อเลียนแห่งยุค หรืออาจเป็นตัวห่วยหลังออกฉาย แต่แนวโน้มน่าจะเป็นอย่างแรกซะมากกว่า เพราะดูจากเครดิตแล้วถือว่าเชื่อมือได้ แม้จะเป็นการกำกับครั้งแรกของ Evan Goldberg และหนุ่มร่างท้วม Seth Rogen ก็ตาม


12.World War Z
ระดับความน่าดู : 4/5

อาจดึงความสนใจไปที่ตัวหน้าหนังมากกว่านี้ หากไม่มีข่าวฉาวเบื้องหลังออกมาให้อกสั่น ขวัญแขวนเล่น ทั้งจากการที่ Brad Pitt ไม่ลงรอยกับผู้กำกับ Marc Forster เพราะ Brad ต้องการให้หนังมีทิศทางไปในโทนดราม่า ขณะที่ Marc อยากให้เป็นแอ็คชั่น เท่านั้นยังไม่พอในการถ่ายซ่อมปะรูพรุน ท้งคู่แทบไม่มองหน้ากันด้วยซ้ำและนั่นเป็นเหตุให้หนังต้องเลื่อนจากปลายปีก่อนมาเป็นช่วงซัมเมอร์นี้ ถึงจะเจอมรสุมหนัก จาก Trailer ที่ปล่อยออกมาก็ไม่ได้ขึ้เหร่ ซ้ำยังน่าสนใจในมากเลยทีเดียว แต่อย่าลืมว่าเดี๋ยวนี้หนังซอมบี้ก็หาความต่างได้ยากมากพอๆกับแวมไพร์ น่ะละ คงต้องรอดูว่าหลังออกฉายแล้วจะเป็นอย่างไร

>continued  part 3<