วันจันทร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2556

Love Syndrome :หัวใจฉันก็ลอยลิบไป

Love Syndrome :หัวใจฉันก็ลอยลิบไป



"ผมยอมตายเพื่อรักษาหนังไทย" เป็นคำกล่าวของคุณโดม สุขวงศ์ ถ้าเป็นเมื่อห้าปีก่อนผมคงไม่ค่อยเช้าใจและเห็นด้วยมากนัก เพราะผมเคยเป็นพวกคลั่งหนังฝรั่งไม่แลหนังไทยกล่าวง่ายๆก็ประมาณว่า วัวลืมตีน มันเป็นพฤติกรรมที่แย่เอามาก แต่ไม่ใช่ไม่ดูนะแค่เลือกดูอย่างหนังของ GTH และ M39 เท่านั้น หรือไม่ก็ดูชื่อผู้กำกับเป็นหลักอย่างคุณเป็นเอก คุณมะเดี่ยว ที่จะยอมเสียเงินไปดู หรือซื้อแผ่นมาเก็บไว้เชยชม อันที่จริงจะโทษตัวผมในวันนั้นก็ใช่ที่ เพราะหนังไทยแต่ละเรื่องที่มีออกมาให้เห็นนั้น มันไม่เอาไหนซะเลย คงไม่ต้องให้ยกชื่อหนังมาบอก 


พักหลังๆผมเริ่มเปิดใจมากขึ้น หนังเรื่องไหนที่ดูแล้วมันมีกิมมิค ผมก็จะยอมเข้าไปดู เหมือนเรื่องนี้ Love Syndrome ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดยคุณพันธุ์ธัมม์ ทองสังข์ซึ่งเคยฝากฝีไม้ลายมือไว้กับ ไอ้ฟัก, มะหมาสี่ขาครับทั้งสองภาค ขอสารภาพว่าผมเคยดูแค่มะมหา สี่ขาครับ ภาคแรกเท่านั้น สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นว่าเป็นสไตล์อีกอย่างหนึ่งของคุณพันธุ์ธัมม์ ทองสังข์ ก็คือ แกเป็นคนง่ายๆที่ละเอียด แกสามารถเล่าเรื่องเล็กๆน้อยๆให้ออกมามีเสน่ห์ได้ รวมถึงพรสวรรค์ในการเล่าเรื่องแบบไม่รู้สึกว่ามันติดขัด นับว่าเป็นข้อดี 


Love Syndrome คงถูกจัดไว้ในหมวดหมู่ Love Actually หนังรักหลากคู่ ตามรอยรุ่นพี่อย่าง ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น, ฝัน หวาน อาย จูบ พวกสวีทตี้ หรือแม้แต่ รักเจ็ดปี Love Syndrome อาจไม่ใช่หนังรักเกรด A จะว่าไปแล้วมันไม่ใช่อะไรแบบ GTH เลยด้วยซ้ำ มันเป็นหนังไทยอีกรสชาติหนึ่งเลยนะ ผมไม่ค่อยได้เห็นหนังไทยแอนตี้ตัวเองแบบนี้เท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะเห็นในหนังฝรั่ง และที่สำคัญคือ Love Syndrome ทำได้ถึงจุดๆหนึ่งเลยด้วยซ้ำ หนังเปิดเรื่องโดยทำให้เรารู้เลยว่า นี่มันไม่ธรรมดา ผ่านการแอนตี้ เรื่องราวความรัก น้ำเน่า ทำให้คนดูคาดหวังที่จะได้เห็นอะไรไปอีกขั้น นั้นคือเราคาดหวังไว้ว่ามันจะไม่น้ำเน่าแน่ๆ และตอนจบหนังก็ได้ตอบโจทย์ของมันได้อย่างลงตัวทีเดียว ไม่ได้ตลก ไม่ได้เศร้า ไม่ได้สนุก ไม่ได้ทำให้ร้องไห้ขี้มูกโป่งแต่มันทำให้เราอิน ความรู้สึกคล้ายๆที่ว่าเราได้แอบอ่านไดอารี่ของคนรอบข้างเรา ไม่ว่าจะเป็นของน้องชายตัวแสบ พี่ชายตัววุ่น พี่สาวตัวร้าย หรือเพื่อนร่วมงาน ในไดอารี่ของพวกเขาเต็มไปด้วยเรื่องราวที่เป็นความลับ เรื่องราวที่ไม่น่าจะมีใครรู้ เรื่องราวที่เราอาจจะมองว่า ทำไปได้ไง เรื่องโง่ๆแบบนั้น โดยอาจลืมไปว่า จริงๆแล้ว เราอาจทำตัวโง่ๆมากกว่าพวกเขาเหล่านั้นซะอีกในยามที่มีความรัก 


ท้ายสุดแล้วหนังอาจไม่ทำเงิน แม้ว่ากระแสปากต่อปากจะมีมากขึ้นก็ตาม อาจเป็นเพราะหนังไทยปีนี้โดนอิทธิฤทธิ์ของพี่มาก จนทำให้เดี้ยงไปหลายเรื่อง โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าปีนี้มีหนังไทยดีๆที่อยากแนะนำให้ดูหลายเรื่อง เลยขอแปะชื่อเอาไว้ตรงนี้ พี่มาก พระโขนง, คู่กรรม ,เกรียนฟิคชั่น ,สารวัตรหมาบ้า และล่าสุด Love Syndrome รักโง่ๆหนังเล็กๆเรื่องนี้ครับ




The Conjuring : ถ้าคุณมีปัญหาเรื่องผี มาปรึกษากับเราสิ

Conjuring : ถ้าคุณมีปัญหาเรื่องผี มาปรึกษากับเราสิ 


Conjuring สำหรับผมแล้วมีสถานะเป็นหนังผีมะกันที่ดีที่สุด ในรอบหลายปีมานี้ เดิมทีผมไม่ได้คาดหวังใดๆจากหนังเรื่องนี้เพราะความ fail ที่เกิดขึ้นจาก insidious ยังคงตามติดจนถึงทุกวันนี้ ขอย้อนไปเล่าเกี่ยวกับ Insidious คือหนังแบ่งออกเป็นสองพาร์ทอย่างชัดเจนคือช่วงครึ่งแรกหนังน่ากลัวมาก ย้ำว่ามาก ทั้งบรรยากาศ อารมณ์ ทุกอย่างมันให้มาก แต่พอหลังจากเข้าไปในมิติของผีแล้ว ไหง มันกลายเป็นหนังแฟนตาซีไปซะงั้น ผมไม่มีอคติกับความแฟนตาซีนะเพราะอย่าง Poltergeist ก็เป็นหนังผีที่แฟนตาซี ผมยัง(โค ต ร)ชอบเลย แต่ที่ไม่ชอบใน Insidious คือมันขัดกันอย่างแรง มันไปด้วยกันไม่ได้ มันไม่ได้เนียนเหมือนที่เป็นกับ Hugo เพราะเรื่อง Hugo ก็สองเรื่องในหนังเรื่องเดียวกันนะ 



Conjuring เริ่มแรกเดิมที เป็นแค่หนังผีฝรั่งอีกเรื่องของปี ในสายตาผม พอได้ดูแล้ว ถึงได้รู้ว่าตัวเอง คิดผิดไปแล้ว ใครที่คิดเหมือนผมคือชอบครึ่งแรกของ Insidious นี่ล่ะคือสิ่งที่ใช่ หนังมาเน้นๆเลย คือบรรยากาศ จังหวะ จะโคน รวมถึงลูกเล่นที่ทำเอาผม ร้องว้าว ในช่วงไล่ผีตอนท้าย ที่ตัดสลับเหตุการณ์ของตัวละครในบ้าน มันเก๋ไก๋ ดูฉลาดมาก เนื้อหาของหนังอาจไม่ใหม่มาก(อย่าได้หวังว่าจะได้เห็นอะไรในแบบ The Other) เพราะมันก็เป็นอะไรที่พื้นฐานอยู่แล้ว กับการย้ายไปในบ้านใหม่เจอ นู่น นี่นั่น แต่ที่ต้องให้ความสนใจคือหนังแปะตัวอักษรไว้ในช่วงต้นเรื่องว่า base on true story แถบบุคคลในเรื่องยังคงมีตัวตนอยู่จริง ตราบจนทุกวันนี้ ใครอยากรู้ Google ช่วยคุณได้ นอกจากครอบครัวที่ต้องพบเจอกับเรื่องเลวร้ายแล้วคือ ตัวเอกของเรื่องคือ สองสามี ภรรยา ที่คอยช่วยเหลือไล่ผีให้กับผู้คนที่เดือดร้อน ไล่ไปไล่มา ท้ายสุดก็อาจถูกเล่นงานได้เองเหมือนกันนะเออ 


อีกสิ่งที่ชอบคือหนังไม่ ตุ้งแช่! หนังมาในแบบที่ไม่เหนือจริงมาก คืออยู่ในเกณฑ์ ที่ทำให้เราเชื่อว่า มันอาจเกิดขึ้น กับใครก็ได้ อาจเป็นเพราะต้องยึดอยู่บนพื้นฐานที่ว่าสร้างจากเหตุการณ์จริง ที่สำคัญคือตลอดความยาวเกือบสองชั่วโมงไม่มีช่วงไหนที่รู้สึกว่าหนืด หนังเล่าเรื่องได้ลื่นไหลมาก มุกหลอกผีในหนังเรื่องนี้ อยู่ในเกณฑ์ที่เรียกว่า ทำงานได้อย่างดีเยี่ยม มีเสน่ห์มาก ทั้งยังทำให้ผมหวนกลับไปนึกถึงหนังเรื่อง The Exorcist ภาคแรก มันดูดีขนาดนั้นเลยล่ะ 


หากจะมีหนังสักเรื่องที่สมควรดูในปีนี้ เชื่อว่า Conjuring คือหนึ่งในนั้น ที่ต้องถูกพูดถึงอย่างแน่นอน


After Earth : ลูกคือความหวังของพ่อ !?

  After Earth : ลูกคือความหวังของพ่อ !? 



เพราะยังมีศรัทธาในตัวผู้กำกับ M. Night Shyamalan ผมเลยค่อนข้างเอาใจช่วยมากกว่าคาดหวังว่าจะได้เห็นผลงานที่ยอดเยี่ยม ก็ไม่มากนะขอแค่ให้ไม่ใช่ผลงานที่ขุดหลุมฝังตัวเอง แต่จนแล้วจนรอด มันก็ยังคงเป็นได้แค่หนังที่ "งั้นๆ" 

พิจารณาจากวัตถุดิบ นี่คือของชั้นเยี่ยม นักแสดงซูเปอร์สตาร์ผิวสีแม่เหล็กอย่าง วิลล์ สมิธ พ่วงด้วยลูกชาย จาเดน สมิธ ที่ดูดีขึ้นมาก โดยส่วนัวปลื้มจาเดน แต่ไหนแต่ไรแล้ว ย้อนไปที่พ่อลูกคู่นี้ร่วมงานกันใน ขขขขขขข เท่านั้นยังไม่พอ หนังยังได้เงินทุนมา ต้องเรียกได้ว่า มากโข ถือเป็นหนังยักษ์ อีกเรื่องของปีนี้ ที่สำคัญคือ plot หนังที่่เอี่ยวกับสภาวะของโลกที่ผันผวนด้วยแล้ว ยิ่งเข้ากับยุคสมัย แต่จนแล้วจนรอดหนังก็ทำได้แค่ "งั้นๆ" 


มันไม่ถูกต้องนักหากจะมองว่า หนังเรื่องนี้มัน ยอดแย่ เพราะอย่างน้อยๆที่สุดมันก็พอจะมีสสาร พลังงานให้จับต้องได้ พูดอีกอย่างคือไม่ว่างเปล่า อาจเป็นเพราะปีนี้ผมเจอที่ผิดหวังมากๆมาแล้วกับ The Host เรื่องหลังนี่ไม่รู้จะพูดยังไง ตั้งแต่ต้นจนจบผมยังไม่รู้เลยว่าตกลงอะไรยังไง ไปๆมาๆ กลับรู้สึกว่า ทไวไลท์ ยังดูดีกว่าเสียอีก After Earth เดิมที หนังมีเนื้อหาคร่าวๆแค่เรื่องราวของสองพ่อลูกที่ต้องเอาชีวิตรอดจากอุบัติเหตุอะไรสักอย่าง ผมเคยอ่านเจอมาคร่าวๆ ก่อนจะถูกพัฒนาให้เป็นเรื่องราวถึงโลกอนาคตที่ดาวโลกถูกทอดทิ้ง และกลายเป็นดาวที่เต็มไปด้วยอันตรายนานาชนิด แล้วสองพ่อลูกผู้โชคร้ายก็บังเอิญต้องมาใช้ชีวิตบนโลกใบนี้ ภารกิจเอาชีวิตรอดจึงเริ่มขึ้น โดยหนังได้เพิ่มความน่าสนใจลงไปด้วยการเป็นหน่วยปฏิบัติภารกิจอะไรสักอย่างที่เรียกตัวเองว่า เรนเจอร์ มันนับว่าดูดีและมาถูกที่ถูกทางแล้วนะ คือถ้าอ่านเรื่องย่อ บวกดู trailer ด้วยแล้วนี่ โคตรอยากดูอ่ะ มะนเกิดขึ้นกับผมทุกครั้ง ย้ำว่าทุกครั้งที่แรกได้ยลโฉมผลงานของผู้กำกับรายนี้ ส่วนความรู้สึกหลังชมนั้นก็เป็นอีกเรื่อง 


ความผิดพลาดของหนังเรื่องนี้คือ หนังใส่มาเยอะแต่ดันเล่าไม่หมด แถมยังใช้ศักยภาพของนักแสดงไม่เต็มที่ ก็นะแหม พี่วิลล์ สมิธ นั่งแทงขาตัวเองเล่นเกือบทั้งเรื่อง ส่วนจาเดน นั้นเรียกได้ว่า งานนี้ ป๋าดันเต็มที่แต่การดันในที่นี้ กลับมาแบบ หน้าเดียว คือหนังเหมือนจะเป็น coming of age ของตัวละครพ่อลูก แต่จากต้นจนท้ายกก็ยังไม่แน่ใจนักว่า เหตุการณ์ในหนังได้เปลี่ยนแปลงทั้งคู่ไปแล้ว หลายๆเหตุการณ์ที่น่าสนใจมันถูกทิ้งไว้ ทั้งๆที่มันสามารถหยิบมาเล่าได้อย่างสนุก อย่าง เรนเจอร์ มันสามารถเล่าลงไปได้ลึกถึงที่มา ที่ไป หรือ ปมขัดแย้งของพ่อ ลูก ที่เหมือนจะเป็นตัวขับเคลื่อนก็ยังดูไม่พีคเท่าที่ควร สภาพความเป็นอยู่บนดาวดวงใหม่ที่มนุษย์ไปอยู่ก็ไม่ถูกพูดถึง ครั้นยานตกมาถึงโลกก็ยังไม่มีเหตุการณ์ที่ร้ายแรง จนทำให้เราสามารถเชื่อได้ว่า มันอันตรายจนเป็นดาวต้องห้าม เพราะเท่าที่เห็นก็มีแต่สัตว์ร้าย กับเอ่อ สภาพอากาศที่แปรปรวน รวมทั้ง อืมมมม ก๊าซออกซิเจน ด้วยมั้ง สรุปก็คือหนังไปไม่สุดสักทาง แต่มันก็ไม่ได้แย่เหมือนคราว สี่ธาตุ นะ เรื่องนั้นน่ะ ผมเอียนจริงๆ หนังยืด ย้วย มาก เรื่องนั้นคงเป็นบทเรียนทำให้ After Earth เลยมีเวลาเพียงแค่ ชั่วโมงครึ่ง เห็นไหมล่ะ ยังมีเวลาอีกตั้งมาก ตั้งหลายอย่างที่สามารถเล่าได้ ทำไปเลย สามชั่วโมง ถ้าคุณแน่จริง คิดว่าคุณมีของเล่น มีเรื่องเล่าที่ดีจริงๆ ฉะนั้นแล้วหนังเรื่องนี้เลยทำไปได้แค่ "งั้น" หรือหากจะให้เหตุผลว่าส่วนที่ขาดหายไปนั้น อยู่ในนิยายสองเล่มที่คลอดออกมา





หากจะพูดถึงตัวผู้กำกับ M.Night แล้ว ผลงานที่ผมประทับใจก็มี The Six Sense, Unbroken แล้วก็ Sign ส่วนที่เหลือก็อยู่ในขั้นเฉยๆจนถึง "ไม่ไหวจะเคลียร์" ณ จุดๆนี้ ไม่ใช่การด่าว่า แต่จะขอเป็นกำลังใจให้กับ M.Night ได้กลับมาอยู่แถวหน้าผู้กำกับฝีมือดีแทนล่ะกัน เนอะ 

#ชอบ Jaden Smith มากอ่ะ ถึงเรื่องนี้จะไม่ได้โชว์ความสามรถอะไรมากมาย แต่ก็ยังเชื่อลึกๆว่า เขาจะต้องตามรอยผู้เป็นพ่ออย่าง Will Smith ได้แน่นอน



วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2556

Poltergeist หนังผีชั้นเยี่ยม

Poltergeist



ตัดเรื่องที่ว่าผมชอบสตีเว่น  สปีลเบิร์กออกไปแล้ว ผมก็ยังคงชอบหนังเรื่องนี้ แม้ว่าลุงแกจะไม่ได้กำกับก็ตาม(แต่นะ ทำไมมันถึงมีsignature ของลุงเยอะจัง)  ซึ่งผู้กำกับในที่นี้คือ  Tobe Hooper ผู้ให้กำเนิดตำนานสิงหาสับน่ะล่ะ





หนังเรื่องนี้จะว่าไปมันก็สามสิบปีขึ้นไปแล้ว แต่ผมพึ่งจะมีโอกาสได้ดูเมื่อไม่นานมานี้แล้วพบว่า มันยังคงติดอยู่ในหัวผม เรื่องราวก็อย่างที่เราคุ้นเคยครับ ไม่มีอะไรมาก แต่ว่า สิ่งที่มันแตกต่างคือ ความเป็นoriginal ที่หนังยุคนี้ไม่ค่อยมีให้เห็น ซึ่งหนึ่งในนั้นคือความจริงใจที่หนังมีต่อคนดู บางทีเราก็ไม่ได้ต้องการพล็อตหนังที่แบบหักมุม หรือเล่นท่ายาก ขอแค่จริงใจกับคนดูก็พอ  อย่างหนังเรื่องนี้ว่าด้วยครอบครัวหนึ่งที่ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในบ้านโครงการจัดสรร ก่อนจะพบว่าภายในบ้านของพวกเค้านั้นมีพลังงานบางอย่างซ่อนอยู่ แรกๆก็ไม่มีอะไรแต่นานวันเข้าก็เริ่มรุนแรงจนท้ายที่สุดลูกสาวสุดท้องของครอบครัวได้หายไป พวกเขาจึงได้จ้างวานให้ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งลี้ลับมาช่วยลูกสาวของพวกเค้า เนื้อเรื่องจริงๆก็มีเท่านี้ครับ ส่วนประเด็นรองอื่นๆนั้น ก็มีมาสนับสนุนอย่างความละโมบ  โลภมากของคน หรือแม้แต่การเปิดทีวีทิ้งไว้ขณะนอนหลับ ความสัมพันธ์ของคนบ้านใกล้เรือนเคียง แต่สิ่งหนึ่งที่เด่นสะดุดความรู้สึกผมมากคือเหล่าตัวละครในเรื่องที่บ้าๆบวมๆอย่างที่เรามักจะเห็นกันในหนัง comedy กลับสามารถมาอยู่ในหนังสยองขวัญเรื่องนี้ได้ดีมากด้วยซ้ำ หนังอาจจะไม่ได้เน้นหนักทางความน่ากลัวเพราะจะว่าไปมันก็ค่อนข้างแฟนตาซีอยู่ มันเป็นการผสมผสานที่ลงตัวและกลมกล่อม ดูสนุกมากครับ สมแล้วล่ะที่ขึ้นหิ้งหนังคลาสสิคอีกหนึ่งชิ้น นอกจากนี้ยังมีการสร้างต่อยอดมาอีกสองภาค




ความสยองควรจะมีอยู่แค่ในจอเพราะในชีวิตจริงคงไม่มีใครอยากเจอ แต่ทว่าก่อนหน้าที่จะดูหนังเรื่องนี้ผมเคยอ่านบทความเกี่ยวกับ เอ่อออ  หนังต้องคำสาปก็มีด้วยกันหลายเรื่องเลย ทั้ง Superman,  The Omen ,Rosemary’s baby  อะไรอีกมากมายและมีเรื่อง Poltergeist อยู่ในนั้นด้วย ความสยองที่อยู่ในจอนั้นมากพอๆกับนอกจอเลยล่ะครับ อ่านๆดูแล้วก็น่าใจหายอย่างการตายของนักแสดงเอกของเรื่อง Heather O'Rourke ที่จากไปในวัย 12 ปี จากโรคที่รุมเร้าหลังจากเธอรับแสดงหนังเรื่องนี้ หรือนักแสดงหญิงที่รับบทพี่สาว Dominique Dunne ก็ถูกแฟนหนุ่มบีบคอจนตาย อะไรเทือกนั้น  ลองหาอ่านได้โดยใช้กูเกิลค้นหาดูครับ น่ากลัวมากเลยล่ะ





เมื่อดูจบแล้วไม่ลืมที่จะเก็บหนัง Poltergeist เป็นหนึ่งในหนังสยองขวัญที่ชื่นชอบ ซึ่งมีหนัง Rosemary’s baby, Frankenstein, Donnie Darko, 28 Days Later, Psycho, The Silence of the lamb, Evil Dead(ต้นฉบับ), Nightmare on Elm street, The Exorcist, Alien, The Return of The Living Dead, Let The Right One In, The Six sent, The Hills Have Eye, The Mist, The Cabin in Wood, The Fly รออยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว

วันอังคารที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2556

American History X

อึ้ง ทึ่ง เป็นความรู้สึกที่ติดอยู่ในใจผมเมื่อพูดถึงภาพยนตร์ชื่อเก๋เรื่องนี้ หน้าปกเป็นรูปเอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน ที่หลายคนติดภาพของเค้าจากนายโรคจิตในนามผู้ก่อตั้งกลุ่มไฟต์คลับ ซึ่งผมก็ไม่เถียงแต่เมื่อผมได้ดูเรื่อง American History X นี้มันลบภาพเหล่านั้นไปเสียหมด

ประเด็นในหนังเรื่องนี้ ผมลองๆหาดูในกูเกิลแล้วปรากฏว่ามีหลายกระทู้ได้แตกประเด็นไว้เป็นที่เสร็จสรรพ ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องดีเพราะเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ส่วนตัวแล้วชอบเลยล่ะหนังเรื่องนี้ มันเต็มไปด้วยความรุนแรง แต่ในขณะเดียวกันหากคุณทน(กับเรื่องราวโหดร้าย)ไปได้จนจบเรื่องหนังไม่ได้มอบความสวยงามให้กับคุณเหมือนเลยนะ ถึงแม้ว่าเสียงของแดนนี่จะบอกให้เราผ่อนปลงกับชีวิตก็เถอะ

ที่จริงแล้วไม่ว่าจะคนขาว คนดำ คนเอเชีย เราก็ล้วนอยู่บนโลกเดียวกัน จะแบ่งแยกกันไปใย ท้ายสุดแล้วเราก็ต้องใชัชีวิตร่วมกันอยู่ดี นี่ยังไม่รวมถึงเรื่องเพศนะ ที่บีบกันจัง ไม่เข้าใจเหมือนกัน ผมเองก็ในฐานะเพศที่สาม แม้จะไม่ค่อยได้รับความรู้สึกแบบนั้น(ก็ปัจจุบันเขายอมรับกันมากขึ้น)แต่ก็เจออยู่บ้าง แต่เราก็ไม่ได้ติดใจอะไร กับสายตาที่มองมา  แต่พวกคุณรู้ไหมว่าบางครั้งพวกคุณก็ทำให้เราเกลียดตัวเอง

พร่ำมาเยอะแล้ว ที่ขอชมคือผู้กำกับ Tony Kaye ที่ถ่ายทอดเรื่องราวออกมาได้แบบถึงแก่นมาก โดยเฉพาะการเล่นภาพสี ขาวดำ ที่ไม่ได้เน้นความอาร์ตแต่มันเป็นอีกหนึ่งจุดขายเลยล่ะ เนื้อเรื่องในหนังทำให้ผมนึกถึงหนังมาเฟียยุคใหม่เรื่อง City of God แม้จะไม่ได้เหมือนกันแบบเป๊ะๆ แต่องค์รวมบางอย่างมันก็ใกล้เคียงและเรื่องหลังนี่ก็โหดพอๆกันแต่อย่างน้อยมันก็จบแบบไม่ตบหน้าคนดูล่ะหว่า ในส่วนของนักแสดง Edward Norton แม้ผมจะไม่ใช่แฟนเดนตายของพี่แก แต่ยอมรับว่าพี่แกเจ๋งมากจริงๆโดยเฉพาะฉากเปิดเรื่องนี่ อุเหม่ เจอกันตามตรอก ซอกซอยนี่วิ่งหนีเลยล่ะ รัศมีความเลวมันแผ่ซ่านจริงๆ ผิดกับช่วงท้ายเรื่องที่กลายเป็นหนุ่มน่ากอดแสนอบอุ่น ก็ไม่รู้เหมือนกันถ้าไม่ใช่ Norton แล้วใครจะเหมาะกับบทนี้ สามารถทำให้ตัวละครนี้มีชีวิตเห็นถึงพัฒนาการของตัวละคร อีกหนึ่งคน Edward Furlong เด็กรุ่นใหม่ๆ(ผมเกิดปี 1994 นะ) อาจไม่คุ้นแต่กับผมที่ยังทันยุคคนเหล็ก 2029 จำได้ขึ้นใจเลยล่ะ ตอนนั้น(หมายถึงช่วงเวลาในหนัง)กับตอนนี้ เวลาทำให้คนเปลี่ยนไปเยอะจนจำไม่ได้เลยแหะ 55 ถึงว่าล่ะในคนเหล็กสามถึงเปลี่ยนนักแสดง จอห์น คอร์เนอร์


สรุปหากคุณมองหาหนังที่โหด แต่มีสติคือไม่ระเบิดภูเขาเผากระท่อมไปเรื่อย(เช่นหนังอีตาไมเคิล เบย์) ควรค่าแก่การใช้เวลาดูแล้วล่ะก็อย่าลืมหาหนังหนักๆเรื่องนี้มาดูในวันที่แสนจะว่างเปล่านะครับ หนังเรื่องนี้จะช่วยเติมเต็มให้วันว่างๆนั้นน่าจดจำขึ้นมาอีกเยอะ





พันครั้งที่เจ็บปวด แด่เราเอง ผู้ใช้ชีวิตบนโลกใบนี้

แด่เราเอง ผู้ใช้ชีวิตบนโลกใบนี้



ผมเชื่อว่าเราทุกคนต่างก็มีความเครียด ไม่เว้นในทุกวัน บางวัยเครียดน้อยหน่อยก็พอยิ้มไหว แต่ในบางวันน้ำตามันเอ่อขึ้นมามองไปทางไหนก็พร่ามัวไปหมด วันนั้นคงดีหากจะมีใครสักคนเอื้อมมือมาแตะเบาๆ โอบกอดเราไว้ในอ้อมแขนที่แสนอบอุ่น แต่ไม่ต้องเสียใจหากคุณเป็นอีกคนที่อยู่เพียงตัวลำพัง  ผมเองก็เป็นอย่างหลัง



ผมเคยทำแบบทดสอบบุคลิกภาพจากหนังสือเล่มเล็กๆเล่มหนึ่ง ขอโทษที่ผมจำชื่อหนังสือนั่นไม่ได้ ที่ผมจะบอกก็คือผมถูกจัดเข้าไปในหมวดหมู่คนโรแมนติก เบอร์สี่ ซึ่งผมพบว่ามันตรงกับตัวผมมากถึง 98 เปอร์เซ็นเลยล่ะ อย่างเช่นเรื่องยุ่งยากลำบากใจของคนประเภทนี้คือ อยู่กับปัจจุบันไม่ค่อยได้ มักหลุดไปอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง รู้สึกเหมือนคนไร้ชื่อเสียง(ถึงแม้ว่าเวลาที่อยากอยู่คนเดียว ฉันจะชอบเก็บตัวเป็นคนนิรนามก็ตาม) รู้สึกซึมเศร้า ถึงจะรู้สึกว่าความโศกเศร้านิดๆหน่อยไม่ใช้สิ่งเลวร้าย มีคนมองว่าชอบใช้อารมณ์เยอะเกินไปกับเรื่องต่างๆในชีวิต เป็นต้น   ตรงกับใครบ้างล่ะที่นี่



ที่ผมจะบอกจริงๆก็คือ หากวันใดคุณล้มไปมองไปทางไหนก็ไม่มีมือใดๆให้เอื้อมไว้  หนังสือที่มีชื่อเก๋ๆว่า “เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด” จะเป็นเพื่อนแสนดีที่คอยอยู่ข้างๆปลอบโยนคุณอย่างแผ่วเบา และผมขอแนะนำเพื่อนอีกเล่มหนึ่งเขามาทีหลังเล่มแรก เขามีชื่อว่า “พันครั้งที่หวั่นไหวกว่าจะเป็นผู้ใหญ่”เล่มนี้แนวคิด บทความอาจจะโตไปหน่อยสำหรับวัยรุ่น(ผมเองก็ยังไม่ถึงวัยนั้น เลยออกจะเกินตัวไปหน่อยสำหรับเล่มหลังนี้)สองเล่มนี้ผมได้มานานแล้วครับราวๆสองสามเดือนก่อน แต่พึ่งนึกได้ว่าจะลงรีวิวแนะนำ เพราะทั้งสองเล่มนี้มันโดนมากครับ โดยเฉพาะเล่มแรกที่ผมว่ามันช่วยชีวิตผมได้ดีจริงๆ บทความที่ผมมักอ่านเวลาท้อ(ในเวลานี้)คือเด็กซิ่ว ไม่มีใครเข้าใจผมได้ดีเท่านี้แล้วล่ะ  ต้องขอบคุณผู้เขียน คุณคิม รันโด ที่ทำให้ทุกอย่างบนโลกนี้มีสีสันขึ้น





 เวลาใดที่ผมเครียดๆ ท้อแท้ หมดหวัง ไร้กำลังใจ ไม่ว่าจะโทรหาพ่อแม่ เพื่อนคนไหนก็ไม่มีใครเข้าใจหรือปลอบโยนได้จริงๆ   ผมมักจะอยู่กับหนังสือให้กำลังใจสักเล่ม เพลงเพราะๆสักเพลง หนังดีๆสักเรื่อง เพราะในบางครั้งกำลังใจของเรา  เราก็ต้องสร้างมันด้วยตัวเอง ลองให้หนังสือดีๆสองเล่มนี้เป็นตัวช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้นในวันฟ้าหม่นดูครับ บางทีรอยยิ้มบางๆอาจปรากฏขึ้นบนแก้มแดงๆของคุณก็เป็นได้


โชคดีวันฝนตกครับ


วันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2556

To the Wonder:แล้ววันหนึ่งรักก็บินจากไป


 To the Wonder:แล้ววันหนึ่งรักก็บินจากไป



ผมเคยดูหนังของผู้กำกับไม่สิศิลปิน Terrence Malick มาเพียงเรื่องเดียวก่อนหน้าคือ The Tree of Life และผมตกหลุมรักมันมาก ขอบอกตามตรงตลอดเวลากว่าสองชั่วโมงที่ดูนั้นผมไม่รู้สึกถึงความเบื่อเลย มันดึงผมเข้าไปในโลกแห่งจินตนาการของศิลปินผู้นี้ได้เป็นอย่างดี แม้ว่าจะไม่เข้าใจหมดทุกอย่างที่หนังนำเสนอแต่โดยรวมแล้วมันคือความชอบอย่างมากมาย To The Wonder สำหรับผมจึงมีสถานะเป็นหนังที่ต้องดูและได้รับการคาดหวังแต่ความคาดหวังก็ค่อยๆลดลงตามวันเวลาร่วมด้วยบทวิจารณ์ที่ก้ำกึ่ง แต่ถึงกระนั้นผมเองก็ยังอดไม่ดี่จะหยิบมาดูในวันที่หัวสมองโล่งๆ เพราะตระหนักดีว่าคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะดูหนังของศิลปินรายนี้ในวันที่เหน็ดเหนื่อยใจ


ผมไม่ขอพูดถึงเนื้อเรื่องเพราะเอาเข้าจริงๆหนังแทบไม่มีเส้นเรื่องหลักเลย ถ้าจะเปรียบเทียบง่ายๆผมว่ามันก็คล้ายๆกับหนังเรื่อง Revolutionnary Road อยู่กลายๆแต่ใน To the Wonder นั้นนำเสนอเรื่องได้แปลกแต่เป็นความแปลกที่มีรสนิยมมากๆ ทั้งมุมกล้อง การจัดภาพ พฤติกรรมของตัวละคร มันดูบิดเบี้ยวๆ แต่ดูดี ใครที่เคยดู The Tree of Life มาแล้วคงพอเดาได้ และผมชอบมันมากๆเลยนะ นอกจากเรื่องราวของสองคู่รักแล้วหนังยังเล่าเรื่องราวของบาทหลวงที่หมดศรัทธาในคริสต์ศาสนา ควบคู่กันไป ที่น่าสังเกตคือ ถ้อยคำที่ตัวละครพูดนั้นส่วนใหญ่จะมาจากฝ่ายหญิง ซะมากกว่า ในด้านของนักแสดงนั้นแม้จะไม่มีอะไรให้ปล่อยของมากนักแต่การปรากฏตัวแต่ละฉากแต่ละซีนนั้นมีเสน่ห์น่าจดจำมากๆ ส่วนตัวแล้วชอบ Ben Affleck มากๆ ตัวละคร Neil ที่ Ben รับบทมีสภาพเป็นเหมือนชายหนุ่มที่หญิงสาวหลายคนปองปรารถนาคือดูเป็นคนดีมากๆ ในขณะที่นางเอกของเรื่อง Olga Kurylenko ก็ดูมีปมในใจ ดูเศร้าสร้อยๆ บาทหลวงที่กล่าวไปก็ไม่ใช่ใครอื่นหากแต่คือ Javier Bardem นักแสดงเจ้าบทบาทอีกคนของฮอลลีวู้ดคุ้นหน้าคุ้นตากันดีจาก No Courntry For Old Man และเมื่อไม่นานนี้ใน Skyfall ทั้งนี้ยังมี Rachel McAdams ในบทคนรักเก่าของ Neil แม้เธอจะมีบทไม่มากนักแต่ก็นับว่ามีความสำคัญ ที่แน่ๆจะได้เห็นเธอแบบเต็มๆในปลายปีนี้กับหนังรักเรื่อง About Time  โดยตัวพ่อหนังรักอย่าง Richard Curtis ซึ่งมีเครดิตหนังเยี่ยมๆมากมายทั้งเขียนบทใน Notting Hill หรือผลงานกำกับในหนังรักหลากคู่ Love Actually ที่ทำให้ช่วงเวลาปลายปีอบอวลไปด้วยไออุ่นรัก


กลับมาที่ To The Wonder ด้วยความที่เป็นหนังบทกวี ฉะนั้นอย่าได้คาดหวังความบันเทิงใดๆจากตัวหนังเลย กระทั่งการตีความของแต่ละคนก็อาจไม่เหมือนกัน หนังทั้งเรื่องจึงเหมือนมีคนมาอ่านบทกวีให้คุณฟังแต่กระนั้นมันมาทั้งภาพและเสียง ภาพที่สวยจับใจราวภาพวาด มันดูงดงามมากจริงๆ โดยเฉพาะบรรยากาศย่านชานเมืองมันเหมือนกับว่าเราจะสัมผัสกับกลิ่นไอของดิน ท้องฟ้า สายน้ำได้เลยทีเดียว จนอดสงสัยไม่ได้ว่าถ้า Terrence Malick ได้ไปทำสารคดีมันจะเป็นยังไง เสียงประกอบที่ฟังดูแล้วมันให้ความรู้สึกเข้าถึงดินแดนพระเจ้ายังไงยังงั้น แต่เมื่อคุณได้ดูแล้วก้าวชีวิตของคุณจะช้าลง หันมามองคนข้างๆ คนที่คุณรัก คนที่รักคุณ  ในวันที่มีความรักอยู่เรามักจะมองไม่เห็นความสำคัญของมัน อย่าถึงกับผูกมัดมันไว้ แต่เป็นการเอาใจใส่ดูแล เผื่อว่ามันหนึ่งมันบินหนีหายไปอย่างน้อยจะได้ไม่ต้องมานึกเสียใจภายหลังว่า ตอนนั้น เราน่าจะรักกันให้มากๆกว่านี้
  

To the Wonder คือหนังรักอย่างแท้จริง

แปะลิงค์สำหรับเรื่องย่อของหนังซึ่งจะทำให้เราเข้าใจเรื่องราวมากขึ้น http://movie.kapook.com/view58226.html