วันอาทิตย์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2557

I was 'Lost' : Norwegian Wood (2010)

มีความแตกต่างระหว่างบรรทัดในหนังสือกับภาพบนแผ่นฟิล์ม และไม่ยากเลยที่จะบอกว่าชอบตัวนิยายมากกว่า ราวๆ ร้อยเท่าตัว


ผมเป็นแฟนหนังสือของเฮีย ฮารูกิ มูราคามิ แบบว่าหลงใหล ชอบ หลื้มที่สุดเป็นนักเขียนที่ชอบที่สุดแล้ว ถ้าไม่นับนิ้วกลม กับ พี่คุ่น ปราบดา หยุ่น และถ้าจะให้แนะนำว่าใครควรดูหนังเรื่องนี้(หรือแม้กระทั่งเริ่มต้นอ่านนิยายของมูราคามิ)แล้วล่ะก็ คนนั้นควรจะมีรสนิยมเดียวกับที่ชอบหนังของ หว่อง คาไหว



ความแตกต่างที่ชัดเจนของนิยายและภาพยนตร์ ตั้งแต่ตอนที่ผมรู้ว่าจะมีการสร้างหนังเรื่องนี้(ซึ่งแน่นอนเฮียมู ไม่ยอมให้ลิขสิทธิ์ ซึ่งผมค่อนข้างเห็นด้วย)เพราะตัวนิยายมันยากต่อการถ่ายทอดโดยใช้กลวิธีอื่นที่ไม่ใช่ตัวอักษร ตัวนิยายเองก็ใช่ว่าจะมีจุดไหนพีค มันเดินเรื่องในแบบ เบลอๆ คล้ายมีหมอกบางๆมาเคลือบภาพในความคิดของเราไว้ขณะที่อ่าน ไปจนถึงบทสนทนาที่ดูเฉพาะ แน่นอนฉากเซ็กซ์โจ่งครึ่ม แต่พอขึ้นจอภาพยนตร์แล้ว สิ่งเหล่านั้นมันถูกริบทอนไปจนสั้นเตียน ไปจนถึงไม่ถูกกล่าวถึงเลยด้วยซ้ำ นิยายว่าไม่ชัดเจนแล้ว ตัวหนังยิ่งไม่ชัดเจนเข้าไปใหญ่ ใครที่ไม่ได้อ่านนิยายมาก่อน คือ ไม่มีทางจะเข้าใจความรู้สึกของตัวละครได้อย่างสมบูรณ์แบบแน่ๆ ขนาดผมที่ว่าเป็นแฟนหนังสือยังจับอารมณ์ไม่ได้เลย



แต่ถ้าถามว่า หนังมันแย่มากหรือ ผมตอบเลยว่าไม่แย่ ถึงระดับที่ว่าสารมารถพาหนังไปแวะเที่ยวตามเวทีล่ารางวัลได้สบายๆเลย นั่นเป็นผลมาจาก ต้นฉบับ ที่ดีอยู่ก่อนแล้ว รวมทั้งความสามารถของผู้กำกับ นักแสดง ที่ได้ขยับขยายมันออกไป ผมชอบการใส่สัญลักษณ์ทางภาษาหนังเข้ามา ของ Tran Anh Hung ผู้กำกับ มันดูกลืนไปกับหนัง ไม่ดูโดดจนเรารู้สึกว่ายัดเยียด อย่างฝนตกในคืนวันเกิดของนาโอโกะ ก็แสดงให้เห็นถึงความเสียใจและสับสนของเธอที่สูญเสียแฟนที่รักไป โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเพราะเหตุใด และยังตองมารู้สึกหลงรักเพื่อนสนิทอีก บ้านที่ดูเปลี่ยวเหงามิโดริ ฉากที่วาตานาเบะได้รับจดหมายแล้ววิ่งขึ้นบันไดกล้องก็จับภาพแล้วหมุนวนเป็นวงกลมคล้ายกับต้องการจะบอกว่าชะตาชีวิตของตัวละครนี้ไม่มีทางหลุดออกไปได้แน่ๆ มีฉากที่กล้องจับไปยังอาคาร บ้านเรือนที่เป็นประตู หน้าต่าง ที่ถูกปิดเอาไว้ก็ล้วนแล้วแต่ตอกย้ำสถานะของตัวละครได้เป็นอย่างดี ช่วงท้ายของหนังคลื่นทะเลที่ซัดเข้าฝั่งก็ไม่ใช่ความบังเอิญของผู้สร้างแน่ๆ หากคือการสื่อสารในอีกระดับหนึ่ง



อีกส่วนที่โดดเด่นคือนักแสดง Ken'ichi Matsuyama คุ้นหน้าคุ้นตากันดีจากบทบาทนักสืบบุคลิกแปลกสุดขีดใน Death Note กับบทบาท L เขาถ่ายทอดบทบาทของ Toru Watanabe ได้ดีมากเลยนะ ตามความคิดผม จริงๆนักแสดงนำทั้งสามคน Rinko Kikuchi และ Kiko Mizuhara ก็ดีมากเท่าๆกัน เสียดายก็แต่ Kiko ที่ดูบทบาทจะหายไปค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับตัวนิยาย ส่วน Rinko ไม่พูดถึง เพราะนางข้ามมาเล่นหนังฮอลลีวู้ดเต็มตัวแล้ว



ทางด้านของ Score นั้น ผมจำไม่ค่อยได้แล้ว แต่ก็พอรู้สึกว่าไม่ได้รู้สึกดีหรือแย่ พูดง่ายๆคือไปกันได้ระดับพอเหมาะ พอควรกับตัวหนัง ในที่สุดแล้ว คนที่จะชอบหนังเรื่องนี้ย่อมต้องหลงใหลในตัวนิยายมาก่อน ผมว่าคนที่กระโจนมาดูหนังก่อนเลย อาจรู้สึกสับสนในการกระทำบางอย่างที่ดูไม่ค่อย make sense เท่าไหร่ และแน่นอน ผมชอบนิยาย จึงไม่แปลกที่ผมจะรู้สึกสนุกไปกับสิ่งที่เห็นบนจอ แม้ว่ามันจะห่างขั้นจากตัวนิยายมาก แต่ก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชมหนังเรื่องนี้อยู่ในใจ


"ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน" ถ้ามีใครถามประโยคนี้กับคุณ คุณตอบเขาได้ไหม ว่าอยู่ที่ไหน คุณรู้ตัวรึเปล่า ว่าคุณกำลังทำอะไร อยู่ในดินแดนแห่งไหน คุณพร้อมจะอยู่กับเขาคนนั้นรึยัง #จะบอกว่านิยายตีพิมพ์ใหม่แล้วนะ ของสำนักพิมพ์กำมะหยี่

วันพุธที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2557

(Review)คนขี้เห่อ แกะกล่อง Box set Mary is Happy, Mary is happy



Prologue
เกริ่นก่อน เนอะ ผมกไม่ได้ตั้งกระทู้มานานล่ะ ไม่รู้จะสรรสาระอะไรดี กระทั่งเมื่อวันก่อน(last week เลยล่ะ) ได้มีโอกาสได้ดูหนังที่เป็น phenomenon ของปลายปีก่อนลากมาถึงต้นปี คือหนังเรื่อง Mary is Happy, Mary is Happy ผลงานกำกับภาพยนตร์เรื่องยาวลำดับที่สองของคุณ เต๋อ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ขอเรียกว่า พี่เต๋อล่ะกัน สะดวกดี 

ปรากฏว่าหลังจากได้ดู คือ ผมชอบมาก  ชอบที่สุดของหนังปี 2013 เลยล่ะ น่าจะเป็นครั้งแรกเลยนะ ที่ list หนังส่วนตัวอันดับหนึ่งเป็นหนังไทย หนังมันดีอะไรยังไง เชิญชม trailer version ถ้ายังไม่มาดูกันอีกก็ไม่รู้จะทำไงละ
http://www.youtube.com/watch?v=CnbPf5g6oNM


ต่อไปนี้ข้ามได้ ถ้าใครไม่อยากอ่าน เป็น ความเห็นที่ผมมีต่อหนังเรื่องนี้ 

ยินดีต้อนรัก? 

ชื่อของพี่เต๋อ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ วนเวียนอยู่กับเครดิตหนังดัง GTH หลายเรื่อง กระทั่งมาถึงผลงานกำกับ ?มั่นใจคนไทยเกินล้านเกลียดเมธาวี? ที่ฉายในนามบันทึกกรรม ทางช่องสาม เมื่อหลายปีก่อน ผมเองได้ดูแล้วชอบมุมมองการนำเสนอที่แปลกและสดใหม่มากๆ จากนั้นก็มาถึงหนังยาวเรื่องแรก 36 สารภาพว่าผมไม่ได้ดู กระทั่งไม่รู้ว่าจะไปหาดูได้จากที่ไหน(แน่นอนว่าการอยู่ต่างจังหวัดเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย หากไม่มีการปล่อยลงโลกออนไลน์) แต่กิตติศัพท์ของหนังเรื่องนี้กลับเลื่องลือ 

เมื่อปลายปีก่อนก็เกิดกระแสขึ้นอีกเมื่อภาพยนตร์เรื่องยาวผลงานกำกับของพี่แกเข้าฉาย Mary is happy, Mary is happy กับการเป็นภาพยนตร์ที่แปลกทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง เบื้องหลังคือการทำงานที่บทภาพยนตร์ถูกนำมาจากข้อความบน twitter ของ user นาม แมรี่ มาโลนี่ จำนวนทั้งสิ้น 410 ทวีต ที่เหนือชั้นกว่านั้นคือการล้อมกรอบไม่มีการตัดทอนข้อความใดๆออก นั่นยังไม่พอ ตลอดการทำงานจนกระทั่งหนังออกฉายเจ้าของทวีตและผู้กำกับไม่เคยพบปะ พูดคุยกันเลย ฉะนั้นแล้ว ข้อความบนทวิต จึงถูกจินตนาการของผู้กำกับสร้างสรรค์ออกมาเป็นโลกที่ทุกคนจะไม่มีวันลืมอย่างแน่นอน เบื้องหน้า หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องพร้อมๆกับการขึ้น ?ตัวอักษร? ที่ถูกทวิต จำนวน 410 ดังนั้นหนังความยาวสองชั่วโมงกว่าเรื่องนี้ จึงไม่ต่างอะไรจากการนั่งอ่านทวีตรวดเดียว เพียงแต่การดูหนังนั้นจะให้ภาพที่ชัดเจน(?) มากขึ้น 

ความพิเศษอีกส่วนคือ ข้อความเหล่านั้น มักเป็นข้อความในแบบที่เปิดกว้างทางความคิด ไม่ใช่คำคมโดนๆ แต่หากเป็นเหมือนชิ้นส่วนทางความคิดที่ผุดขึ้นมาในช่วงเวลาๆนั้น การตัดต่อที่ดูหุนหันพลันแล่น คล้ายจะไม่มีlineหลักให้จับต้อง ส่งผลให้ภาพในหนังดูแฟนตาซีแต่ไม่หลุดโลก ตั้งแต่เครื่องแต่งกายของนักแสดงที่ใส่ชุดพละตลอดเวลา(แต่เป็นชุดที่โคตรเจ๋งเลย) โรงเรียนที่ดูว่างเปล่า เงียบเหงาหากแต่ทับซ้อนด้วยเหลื่อมมุมของตัวอาคารไม่ต่างจากจิตใจของตัวละครที่ดูวกวนพอๆกัน การใส่ประเด็นทางการเมืองผ่านทางตัว ผ.อ. คนใหม่ของโรงเรียนซึ่งดูเหมือนไม่มีตัวตน(ก็ตลอดทั้งเรื่องเราไม่เคยเห็นตัวตนของแกปรากฏเลย) แต่ทุกคนสัมผัสได้ถึงการดำรงอยู่ของบุคคลนี้ ทั้งภารกิจที่ตัวครหลักของเรื่องต้องทำคือหนังสือรุ่นแสน minimal (less is more) จนตอนหลังันถูกแปรสภาพไม่ต่างจาก textbook หน้าตำคร่ำครึ คล้ายคัมภีร์ศาสนาที่ไม่น่าดึงดูดใจแม้แต่น้อย หรือด้านความรัก เอ็ม ชายหนุ่มประหลาดที่มักปรากฏตัวข้างร้านโตเกียวบนรางรถไฟ พร้อมทั้ง special guest ที่ทำให้ร้องกรี้ดออกมาเบาๆ หลายคนทั้งพี่ คุ่น หรือหลายคนรู้จักในนาม ปราบดา หยุ่น , ครูน้อย วงพรู รวมทั้ง พี่ไผ่ ฮอร์โมน แม้จะเป็นช่วงเวลาไม่ถึง 5 วินาทีก็ตาม ที่ต้องให้ความดีความชอบกระทั่งขึ้นไปยืนรับรางวัลเคียงคู่กับ ณเดชน์ บนเวทีสุวรรณหงส์ครั้งที่ 23 (2556) ที่ผ่านมาคือ พัชชา พูนพิริยะ ผู้รับบท แมรี่ ในเรื่อง และอีกหนึ่งคนที่ต้องกล่าวถึง ชนนิกานต์ เนตรจุ้ยกับบทซูริ เพื่อนสาวคนสนิท ทั้งคู่ไม่เพียงแต่สวมบทได้อย่างเป็นธรรมชาติแต่ด้วยเคมีที่ลงตัวมากๆของทั้งคู่ มันทำให้หนังดูมีมิติ ใกล้ชิดกับคนดูมากไปอีกด้วย กระนั้นใช่ว่าหนังจะไม่มีข้อเสีย ด้วยความที่หนังสร้างจากทวีตมันจึงเดินหน้าไปเรื่อยๆไม่มีจุดที่เป็นclimax จุดpeak หรือกระทั่งตอนต้น ตอนจบที่ชัดเจน มีความเป็นหนังทดลองสูง(แต่ผลลัพธ์น่าประทับใจยิ่ง) รวมถึงการที่หนังช่วงต้นกับท้าย มีความต่างกัน หลังจากการจากไปของหนึ่งตัวละคร ช่วงท้ายจึงเต็มไปด้วยความเปลี่ยวเหงาที่ตัวละครต้องเผชิญหน้าในโรงเรียนที่ไร้ชีวิต 

แต่กระนั้นก็เถอะ หนังเรื่องนี้มันโดนใจผมหลายๆอย่าง ไม่ว่าจะยังไง Mary ได้กลายเป็นหนังเป็นหนังปี 2013 ที่ผมชอบมากที่สุด และอยากให้หลายคนหามาชม



เอาล่ะ ถึงเวลาเอาจริงล่ะ ตัว Boxset นั้น ขณะนี้ยังสามารถสั่งซื้อได้ จนกว่าของจะหมด(ซึ่งก็ใกล้ล่ะ และถ้าหมด คืออดจริงๆนะ เพราะมันเป็นหนังอินดี้ ไม่ได้หาซื้อได้ตามห้างร้านทั่วไป) วิธีการคือเข้าไปสั่งใน http://minimore.com/mini/hap/ แนะนำว่าให้สั่งซื้อก่อนวันอังคารและพฤหัสบดี เพราะบริษัทส่งของแค่สองวันนี้เท่านั้น ผมสั่งวันศุกร์ รอยาวววววเลยจ้าาาาาา

เอาล่ะครับ ของมาถึงwrapมาให้ในรูปแบบนี้ หืมมมมม  น่าหวาดเสียวตอนรับของ หวาดวิตกว่า ของข้างในจะอยู่ครบป่ะ**





และแล้วเป็นไปตามคาด  สังเกตเห็นอะไรกันไหม






ยับมากจ้าาาาา  ยับสุดๆๆ ยับกว่ากล่อง พี่มาก เมื่อปีก่อนอีก แอบนอยล่ะ  แพงก็แพงตั้ง 660 แต่ไหง มันเป็นงี้ ?







พอเคาะ ออกมา ก็ได้ของแถมมาล่ะ หนึ่งเป็น photobook behind the scenes ด้านหลังจะมีที่มาของทวีต ซึ่งเจ้าของข้อความตัวจริง แมรี่ มาโลนี่ ได้กำกับถึงที่มาไว้ด้วย น่าสนใจมากๆ

















และปกหลังของ photobook



อีกส่วนที่ให้มา แกะดูจะพบกับซองใส่ดีวีดี ติสต์เชียว



แล้วนี่เป็นสติ็กเกอร์ เชื่อว่าคนส่วนใหญ่น่าจะเก็บไว้มากกว่าเอาไปแปะฝาผนังห้อง



และโปสเตอร์ ขนาดใหญ่มาก ด้านหน้าเป็นรูปนักแสดงหันหลังให้กล้องมาจากฉากหนึ่งในหนัง



ด้านหลังเป็นคำขวัญประจำโรงเรียน "จงทำดี"




เอาล่ะมาดูที่แผ่น DVD กันดีกว่า ใส่แผ่นไปจะเจอกับแมรี่ยิงปืนกราดขึ้นฟ้า แล้วเข้าสู่ Home menu





ภาพจากหนัง cap มาจาก จอ โน้ตบุค

















set up ระบบเสียง



อันนี้เป็นเลือกฉากที่จะชม สวยดีอ่ะ



ในส่วน sf ก็มีมาให้ ยาวประมาณสี่นาที แต่เป็นสี่นาทีที่ เจ๋งมากๆๆ













Epilogue
สรุปกับราคา 660 คุณภาพหนังไม่พูดถึง เพราะชอบมาก แต่อกหักที่กล่องยับเนี่ยสิ  โคตรนอยเลยอ่ะ แม้จะเจอแบบนี้ ก็ยังคงชอบ คุ้มกับราคา ดีกว่า Boxset พี่มาก ที่ไม่มีอะไรมาให้เล้ยยยยยยยยย  ได้แต่หวังว่า Boxset คิดถึงวิทยาที่จะออกมาเดือนหน้า จะเก๋ ชิค แนว สมกับราคานะ และหวังว่ากล่องจะไม่ยับอีก  



วันจันทร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2557

X-Men: Days of Future Past (2014) Mutant and Proud!


Mutant and Proud! 

ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นแฟนหนังมนุษย์กลายพันธ์ุรึเปล่าแต่ที่แน่ๆคือ ตามดูมาตั้งแต่วัยกระเปียก จนตอนนี้เข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ความนิยมชมชอบก็ยังคงฝังแน่นไม่ต่างจากครั้งแรกที่ได้เห็น มนุษย์ตัวสีฟ้าเปลี่ยนร่างได้ตามใจอยาก ผู้หญิงผมขาวปล่อยกระแสไฟฟ้าออกมา หรือกรงเล็บเหล็กงอกออกมาจากหลังมือ ชายชราที่อ่านใจคนอื่นได้กระทั่งบังคับคนนั้นๆได้ หรือตัวร้ายอย่างแมกนีโตที่สามารถควบคุมเหล็ก เคลื่อนย้ายได้ตามใจนึก วันนั้นจนวันนี้ผมยังอึ้งในภาพตรงหน้าที่ได้เห็น ในใจเชื่อว่าหลายคนคงปรารถนาที่จะมีพลังวิเศษประจำตัวแบบนั้นดูบ้าง 

X-Men แต่ละภาคก็มีความน่าสนใจในตัว แม้ว่าคำวิจารณ์จะมากน้อย ว่ากันไป ไม่ใช่เรื่องสำคัญมากนัก แต่ที่รู้สึกชอบๆมากคงเป็น First Class และ X2 ที่ดูเลอค่า กระทั่งมี The Wolverine อาจไม่ใช่ในแบบที่หวังแต่ก็ถือว่าคั่นกลางการมาของ Days of Future Past อย่างได้ผลดี 



Days of Future Past มีบทที่ค่อนข้างซับซ้อนและเห็นได้ถึงความทะเยอทะยานอย่างสูงในตัวผู้สร้างในการจะผสานคนละเรื่องเดียวกันในช่วงเวลาที่ต่างกันเข้าด้วยกัน ไม่อาจพูดได้ว่าเป็นพล็อตใหม่ จริงๆมันก็ถูกใช้จนเกร่อแล้ว เมื่อไม่กี่ปี J.J. Abrams ก็ใช้มันคืนชีพให้กับ Star Trek อย่างไรก็ตาม Days of Future Past ถูกดัดแปลงหลวมๆมาจากตัวนิยายภาพในชื่อเดียวกัน พัฒนามาเป็นตัวภาพยนตร์ในแบบที่เราได้ชมกัน แม้ผมจะชอบ First Class มากที่สุดแต่ขอออกตัวเลยว่า Days of Future Past คือ X-Men ภาคที่ดูแล้วฟิน สนุก เต็มอิ่มที่สุด 
ข้อดีของมันก็คือ เราไม่ต้องเสียเวลาพร่ำพูดถึงที่มาของตัวละครในเมื่อใครๆก็รู้ถึงbackground เป็นอย่างดี หนังเปิดฉากด้วยภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจ และจะตื่นตะลึงยิ่งขึ้นหากรับชมในรูปแบบสามมิติ ไม่อาจบอกว่ามันดียังไงแต่มันสร้างอารมณ์ร่วมได้เป็นอย่างมาก ภาพที่ว่าคือโลกอนาคตที่มืดมัวหม่นหมอง หนังไม่รีรอที่จะพาคนดูกระโจนไปให้เห็นถึงจุดต่ำสุดของเหล่าผู้รอดชีวิต ตัวละครที่คนดูรักกำลังพบกับจุดจบที่น่าสะเทือนใจ ก่อนจะพบว่านั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการพาตัวเอกของเรื่อง Logan กลับไปยังเหตุการณ์หลัง First Class เพื่อยับยั้งเรื่องชั่วร้ายที่เกิดขึ้น ขอเล่าเรื่องในหนังสั้นๆพอ เพราะหนังมีเรื่องให้เซอร์ไพร์สมากมาย ตัวละครทุกตัวล้วนแล้วแต่มีสีสัน โดยเฉพาะ Raven หรือที่รู้จักในนาม Mystique อันเป็นตัวละครโปรดที่สุดของผม Jennifer Lawrence ไม่ลืมที่จะทำให้ตัวละครตัวนี้มีอะไรที่มากกว่า สีหน้า แววตาที่ซ่อนไว้ใต้เมกอัพหนาเตอะ เธอยังถ่ายทอดความเจ็บปวดของการต้องสูญเสีย ความเครียดแค้นได้แบบน่าจดจำ เป็นภาพลักษณ์ที่จะติดตัวเธอไปไม่ต่างจากบทบาทอื่นๆที่เราเคยเห็น การที่หนังได้นักแสดงระดับโค ตะ ระ แม่เหล็กมารับบทมันทำให้หนังอัดแน่นไปด้วยความแกร่ง Hugh Jackman ยังคงเป็น Wolverine ที่เราคุ้นเคยแต่ผมเห็นความแตกต่างบางอย่างในตัวพี่แก มันเป็นพัฒนาการที่ดีนะ James McAvoy สร้างภาพ Charles Xavier ในบทที่ต้องอับเฉา สิ้นหวัง ไม่ต่างจากสภาพโรงเรียนอันเป็นเสมือนหัวใจของเขาที่ทั้งเสื่อมโทรมและมืดมน Michael Fassbender คือ Erik Lehnsherr ที่สมบูรณ์แบบโดยเฉพาะฉากบนเครื่องบิน มันดูเยี่ยมมากๆ แววตาที่เย็นยะเยือกกับน้ำเสียงที่แข็งกร้าว มันสะท้อนความเจ็บแค้นออกมาได้อย่างถึงที่สุด Halle Berry อาจจะโผล่มาไม่กี่ฉากแต่นั่นคือหญิงสาว Stormที่เราคิดถึงกันมิใช่หรือ Nicholas Hoult ในร่าง Beast แม้นักแสดงรายนี้จะไม่มีมิติให้จับต้องมากนัก แต่แค่เห็นหน้าหล่อๆของพี่นิค ใจมันก็ละลายไปหมด Ellen Page สาวน้อยที่เป็นไอดอลของวัยรุ่นหลายคน กระทั่งเป็นวัฒนธรรมป็อบของยุคนี้ใน Juno สาวท้องโต บทของเธอ Kitty Pryde ไม่มีอะไรให้แสดงมากนักแต่มันก็น่าจับตามองเมื่อเธออยู่บนจอ เช่นเดียวกับ Shawn Ashmore ในบท Iceman ที่โผล่มาแบบแย่งซีนที่สุดคือ Evan Peters โด่งดังเป็นพลุแตกจากซีรี่ย์สุดหลอน สุดเพี้ยน American Horror Story ซึ่งใน X-Men กับบท Quicksilver นั้น มันสุดๆ คนที่ดูแล้ว คงไม่มีทางลืมตัวละครนี้แน่ๆ ส่วนตัวร้ายของเรื่อง Peter Dinklage คุ้นหน้าจาก Game of Thrones คุณพี่อยู่ในระดับเกินตัว ทางด้านขาใหญ่ของเรื่อง Patrick Stewart และ Ian McKellen ไม่มีอะไรให้ต้องติ 

X-Men: Days of Future Past คือความบันเทิงที่มาพร้อมคุณภาพคับจอ ที่เหมาะก่การรับชมในโรงภาพยนตร์สามมิติ อย่างแท้จริง ซึ่งไม่รู้ทำไมตลอดการดูหนังเรื่องนี้ผมรู้สึกเหมือนน้ำตามันจะไหลตลอดเวลา ทั้งปลาบปลื้มใจ ทั้งรู้สึกชอบ รู้สึกอิน ขอบคุณผู้กำกับ Bryan Singer ที่กลับมาสานต่อโลกมนุษย์กลายพันธ์อีกครั้ง ไม่รู้ว่าเพราะความเป็นเกย์ด้วยรึเปล่า(ที่ผมเป็น และผู้กำกับเป็น) อันเป็นผลทำให้หนังเรื่องนี้มันมีบางอย่าง บางสิ่ง ที่อธิบายไม่ได้ 

สุดท้าย Mutant and Proud!

การกลับมาของ Godzilla (2014)


 เมื่อธรรมชาติเรียกคืนความสมดุล 

ผมรู้จักคำว่า Godzilla ครั้งแรกในปี 1998 ตอนั้น ผมอายุได้ 4 ปี Godzilla ของลุงโรแลนด์ ไม่ได้มีสถานะเพียงแค่หนัง Godzilla เรื่องแรกที่ผมดูเท่านั้น (ก่อนที่ผมจะเริ่มตามดู Godzilla ต้นฉบับจากเกาะญี่ปุ่น) แต่มันมีสถานะเป็นหนังเรื่องแรกที่ผมได้ดูในโรงภาพยนตร์และแน่นอนมันกลายเป็นหนังเรื่องแรกในความทรงจำผม รวมไปถึงเป็นการเปิดประตูให้ผมก้าวเข้าสู่โลกของภาพยนตร์อย่างแท้จริง ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ผมก็เลิกดูหนังไม่ได้ ไม่ใช่เพราะผมอยากดูหรอกนะ แต่ผมหลงใหลในภาพยนตร์มากต่างหาก 

ปี 2014 ผมอายุ 19 ย่าง 20 ผมก็ได้มีโอกาสเข้าไปพบเจอกับเพื่อนเก่าแก่ ที่ผมเคยรู้จักเป็นอย่างดี การพบกันครั้งนี้ ผมรู้สึกคาดหวังไว้สูงมาก เพื่อนคนเดิมที่เปลี่ยนไป แต่ความรู้สึกเดิมๆยังคงอยู่เหมือนเดิม แม้ว่าการได้ดู Godzilla 1998 ซ้ำอีกครั้งในตอนที่โตขึ้นจะไม่เหมือนในครั้งแรกที่ดูก็ตาม 

ขอเล่าเกี่ยวกับความรู้สึกก่อนดู ตั้งแต่ที่ผมรู้จักกับ Godzilla มันทำให้ผม หลงรักเหล่าตัวละครสัตว์ประหลาดอย่างเลี่ยงไม่ได้ นั่นรวมไปถึงเหล่า Jurassic Park, King Kong อื่นๆอีกมากมายนับไม่ถ้วน การมาของ Godzilla ฉบับใหม่นี้ คือความคาดหวังอย่างมาก ไม่ใช่เพียงเพราะคำว่า Godzilla แต่เป็นเพราะ Gareth Edward ตัวผู้กำกับเอง ที่ผมหลงรักตั้งแต่หนังไซไฟอินดี้ โร้ดมูฟวี่ในบรรยากาศหม่นๆโดยมีสัตว์ประหลาดยักษ์จากต่างดาวเป็นแบ็คกราวน์อย่าง Monsters มันทำให้ความคาดหวังเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว 
Godzilla ฉบับนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังหลายๆเรื่อง ซึ่งผู้กำกับเองก็ไม่ได้ปิดบังแต่อย่างใด ซึ่งพอผมได้รับชมก็พบว่ามันเป็นเช่นนั้นจริงๆ หนังต้นแบบเหล่านั้นได้แก่ Atonement- Joe Wright(ใช่แล้วคุณอ่านไม่ผิดหรอก) Close Encounter of the third kind, Jaw และ Jurassic Park ? Steven Spielberg (ชัดเจนมากๆครับ ทั้งตัวเนื้อหาและมุมมองที่มีต่อตัว Godzilla) Cloverfield ? Matt Reeves (งานภาพบางช่วงบางตอนมันใช่เลยล่ะ) Gojira ? Ishiro Honda (มันก็ต้องแน่นอนล่ะ) The Host (หนังเอเชียที่ตบหน้าฮอลลีวู้ดฉาดใหญ่) Monsters (หนังของพี่แกเองเลยนะนั่น) ซึ่งจริงๆแล้ว การนำส่วนต่างๆของหนังเรื่องอื่นๆมารวมกันมันก็ได้ทั้งผลดีและผลเสีย เหมือนกรณีเมื่อปีก่อนอย่าง Oblivion ที่ดูคุ้นๆหลายอย่างจนขาดความเป็น Origin ไปในทันที แต่ Godzilla ค่อนข้างมิกซ์ได้ลงตัว แม้จะไม่สมบูรณ์แบบในตัวก็ตาม และผมก็รู้สึกลังเลใจที่จะบอกว่าการพบกันของผมกับเพื่อนเก่ารายนี้เป็นเรื่องที่น่ายินดีจริงๆรึเปล่า 

ผมมีทั้งความชอบและความไม่ชอบปนเปกันไปในหนังเรื่องนี้ อย่างแรกเลยที่ชอบคือ ช่วงครึ่งแรกของหนังที่แม้จะเนิบๆแต่มันอัดแน่นไปด้วยความน่าตื่นกลัว บรรยากาศลึกลับ น่าค้นหา และความดราม่าที่แม้จะไปไม่สุดแต่ถือว่าเอาอยู่ รวมไปถึง Grand Opening ของมูโตและ Godzilla อยู่ในขั้นของ Top Form หนังถ่ายทอดบรรยากาศออกมาได้ดีมาก ทุกฉากของการปรากฏกายมันช่างน่าหลงใหลและน่ากลัวรวมๆกันไป ก่อนที่ครึ่งหลังหนังจะจัดหนักไปที่ฉาก Action มากกว่าส่วนที่หนังปูไว้ในช่วงแรก ด้วยเหตุนี้เลยทำให้ผมเริ่มหมดความสนใจลง มันดูคล้ายกับว่าตัวละครไม่มีพัฒนาการ อารมณ์คล้ายกับการดู Tranformers คือมันอร่อยก็จริง แต่มันไม่อิ่ม แค่เปรียบเทียบให้เห็นชัดขึ้น เพราะถ้าจะวัดกันจริงๆ Godzilla ยังเอาอยู่มากกว่า Tranformers หลายเท่าตัว เพราะอย่างน้อยหนังก็ใช้ CGI คุ้มกว่า มากกว่าการระเบิดภูเขา เผากระท่อม 

โดยดั้งเดิมแล้ว Godzilla ยังเป็น Symbol รอยแผลจากเหตุการณ์ WWII แต่จริงๆจะโทษหนังฉบับนี้ก็ใช่เหตุ เพราะเอาเข้าจริงๆ Symbol ที่ว่ามันก็หายไปตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ก่อน Godzilla จะถูกแปรสภาพมาเป็น Superhero คอยฟาดฟันกับอสูรร้ายนานาชนิด จดหมดนัยยะที่สื่อถึงบาดแผลนั้น อีกสิ่งหนึ่งคือนักแสดง ต้องบอกก่อนว่าส่วนตัวชอบ Aaron Taylor Johnson ตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่พอมาใน Godzilla มันกลับให้ผลลัพธ์ตรงกันข้าม นักวิจารณ์ฝั่งตะวันตกบางคนถึงกับตั้งฉายาว่า Forrest Johnson ซึ่งก็มีความจริงอยู่ในนั้น ผิดกับหนังเรื่อง Anna และ Savage ที่ดีกว่าเป็นไหนๆ ส่วนนักแสดงคนอื่นๆก็ดีเท่าตัว แต่มีคนหนึ่งที่แย่งซีนมากๆแม้ว่าจะมาแค่ช่วงต้นเรื่องเท่านั้นคือ Bryan Cranston ดียังไงต้องลองไปดู ต่อมาที่ขัดใจคือ Score ผมไม่ชอบเลย น่าเสียดาย มันน่าจะออกมาดีกว่านี้ ลองจินตนาการถึงหนังอย่าง Inception ที่ชัดเจนมากนอกจากเนื้อหาหรือสิ่งอื่นใดคือ Score ที่เด่นชัด หรือแม้กระทั่ง Tron legacy ที่แม้หนังจะไม่โดนใจแต่ Score ทะลุมิติมาก หากได้ส่วนนี้มาช่วยจะดีมาก ใน Prometheus ถูกค่อนขอดว่าเหล่านักวิทยาศาสตร์ในเรื่องไม่มีความเฉลียวฉลาดเอาเสียเลย ผมว่าบางทีเค้าอาจจะจบการศึกษาที่เดียวกันกับเหล่านักวิทยาศาสตร์ในเรื่อง Godzilla ก็ได้นะ (อย่าเข้าใจผิด ผมชอบ Prometheus นะ มากด้วย) ที่อยากเปรียบเทียบคือ Pacific Rim ซึ่งแน่นอนผมโคตรชอบมันเลย แม้อารมณ์มีนจะเหมือนเด็กนั่งจมอยู่กับกองขงเล่นก็ตาม ขณะที่ Godzilla มาในโหมดที่เล่นบนพื้นฐานแห่งความเป็นจริงแต่พอเข้าครึ่งหลังกลับให้ความรู้สึกที่แฟนตาซีไปไกล 

ไม่ว่าคุณจะสรรเสริญ สาปส่ง หรือเฉยๆ ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า Godzilla ฉบับนี้มีความน่าสนใจและน่าดึงดูดเป็นอย่างมาก มันเป็นหนังในแบบที่มอบความสนุกสนานให้ได้พอเหมาะพอควร แล้วยังจะต้องการอะไรอีก มันคือหนังไม่ใช่สิ่งมหัศจรรย์อันดับแปดของโลก เพียงแค่การได้เข้าไปดูฉากหายนะ การทำลายล้างต่างๆในหนังผมว่ามันก็คุ้มแล้วล่ะ แล้วเจอกันใหม่เพื่อนเก่า Godzilla 

สรุปง่ายๆ หนังสัตว์ประหลาดบุกเมืองที่ผมชอบมากที่สุดยังคงเป็น Cloverfield, Monsters , Jurassic Park, King Kong-Peter Jackson ตามเดิม