วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2557

รีวิว The Maze Runner ในรูปแบบ 4DX

รีวิว The Maze Runner ในรูปแบบ 4DX



วันก่อน (20/09/2014) เราได้ไปดู The Maze Runner มา จริงๆก็คิดเอาไว้ว่าจะดูรอบปกติน่ะแหละ เพราะฟอร์มหนังก็ไม่ได้ใหญ่ขนาดที่จะต้องลงทุนดูแบบ 4DX เพื่อเปลืองกะตังค์ แต่โชคดีที่เรามี Gift Voucher และมันก็ใกล้หมดอายุแล้วด้วย เลยตัดสินใจใช้กับหนังเรื่องนี้ รวมแล้วเสียแค่ค่า VAT ไป 60 บาทเป๊ะ หนังเรื่องนี้จึงมีสถานะเป็นการดูหนังในระบบ 4DX เรื่องแรกในชีวิต(ฟังดูยิ่งใหญ่ดีจัง) 

เรายังไม่เคยอ่านตัวนิยายนะ เลยไม่รู้รายละเอียดที่อยู่นอกเหนือจากภาพยนตร์ไม่รู้ว่า เค้าตัดทอน เสริมแต่งดัดแปลงจากต้นฉบับมากน้อยแค่ไหน แต่ถ้าเอาตัวหนังเป็นตัวหลักแล้วล่ะก็ รู้สึกว่าบทหนังดูไม่ค่อยมีเนื้อหามากนัก จริงอยู่ว่าเนื้อเรื่องเต็มไปด้วยปริศนาแต่ประเด็นที่จะกล่าวคือ หนังไม่ได้พยายามเฉลยปมปริศนานั้น เมื่อถึงตอนจบ หนังก็ไม่ได้เฉลยเรื่องราวอะไรมากนัก และหนังก็สร้างปมต่อมาซึ่งใหญ่กว่าเดิมเป็นทายาท เพื่อบอกกับคนดูว่า "รอดูเฟสสองนะจ๊ะ" 
หนังห่วยไหม ไม่ห่วยเลย หนังสนุก และดูดีมีชาติตระกูลแม้สถานะจะไม่แกร่งเท่า The Hunger Games แต่ที่แน่ๆคือ The Maze Runner เป็นอีกหนึ่งว่าที่โปรเจคภาคต่ออันทรงคุณค่า ที่จะได้ทั้งเงินทั้งแฟนคลับอย่างอุ่นหนาฝาคลั่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆแน่นอน ส่วนตัวมองว่า The Maze Runner มีความเป็นออริจินที่น่าสนใจมากๆ ที่ทำให้มันแตกต่างจาก Harry Potter, Twilight, The Hunger Games หรือ Divergent คือหนังเน้นแนวทางระทึกขวัญ มีกลิ่นทริลเลอร์ ติดมาด้วยนิดๆ และที่ค่อนข้างชอบเลยคือ ตัวละคร ที่แม้มันจะไม่ได้ดูโดดเด่นอะไร แต่ในความธรรมดาคือน่าจดจำ The Simple is the best นี่เป็นหนังเรื่องแรกของผู้กำกับ Wes Ball ซึ่งเราถือว่า เค้าสอบผ่านนะ ยิ่งเทียบกับทุนสร้างแล้วมันออกมาดีที่เดียว 



ที่อยากจะเม้ามอย คือระบบ 4DX จ้าาาาา เราไม่รู้ว่ามันทำให้การดูหนังสนุกขึ้นจริงหรือไม่ สำหรับเด็กวัยรุ่นอาจชอบ(จริงๆเราก็วัยรุ่นนะ ปีหนึ่งเอง) แต่กับคนที่มีอายุอานาม การดูหนัง 4DX คงไม่ต่างจากหายนะ เพราะสิ่งที่เค้าโฆษณานั้น มันทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์แบบเลยล่ะ ถ้าคุณแต่งหน้าจัดๆไปให้รู้เลยว่า บะอองน้ำจะทำให้หน้าคุณเลอะแน่ๆ ถ้าคุณเป็นคนขี้ตกใจคุณจะยิ่งกว่าเสียขวัญเพราะช่วงฉากแอ็คชั่นนี่ พี่แกโยกมาเป็นชุดจ้าาา ไม่เท่านั้นนะ ในหนังมันจะมีฉากที่พระเอกโดนต่อย นู่นนี่นั่น เก้าอี้ก็ต่อยคุณด้วย อารมณ์เหมือนนั่งเก้าอี้นวด เออ สนุกดีออก 



อีกอย่างคือ เอฟเฟกส์เหล่านี้มันจะทำให้คุณตกใจและเสียสมาธิกับการดูหนังค่อนข้างมาก เพราะมันจะเรียกร้องความสนใจ แทนที่เราจะเอาใจช่วยตัวละครในเรื่องคุณอาจต้องมาห่วงพะวงว่า เฮ้ย เก้าอี้มันจะโยกป่ะ**มันจะหมุนป่ะ** มันจะต่อยกูไหม ลมจะพัดมาตอนไหน เดี๋ยววิกปลิว เฮ้ยนี่มันกลิ่นเชี่-----ย ไร** เหม็นฉิ---บ แล้วที่เราบอกว่ามันโยกอ่ะ มันไม่ใช่โหยกแบบ เบาๆๆนะ มันเหวี่ยงอ่ะ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ช่วงฉากแอ็คชั่นนี่คือ มันส์จริงๆๆแบบ เดินออกจากโรงมาแทบต้องจับหัวตัวเอง กว่าหัวหลุดจากบ่า รอบที่ไปดูมีประมาณ 20 กว่าคน เราก็มองไปรอบๆๆ เออ มีพี่คนหนึ่งกำลังบิดรูปคอตัวเองให้เข้าทรง คงไม่มีเราคนเดียวที่รู้สึกว่า เออ** เห----ยด นี่ขนาดดู The Maze Runner นะ ถ้าเป็นพวก Transformers: Age of Extinction, Teenage Mutant Ninja Turtles จะขนาดไหน**เนี่ย ? 



สรุปวัดจากตัวหนังเพียวๆเราว่า มันก็ดีในระดับนึงเลยล่ะ ไม่รู้สึกว่าเสียดายตังค์ ส่วนตัวให้เกรด B แนะนำให้ดูเลยล่ะ สนุกกว่า divergent แต่ยังไม่ถึง THG ส่วนระบบ 4DX นั้น คงแล้วแต่บุคคล เราว่านานๆเปลี่ยนบรรยากาศไปดูอะไรที่มันแรงๆๆมากก็สนุกดีนะ แม้ว่าค่าตั๋วเต็มๆของ 4DX จะมหาโหดก็ตามที

Road To Oscar "รีวิว BoyHooD"

BoyHooD

จำเรื่องราวของเมื่อวานได้ไหม ? 




คงไม่ต้องมานั่งสาธยายถึงสรรพคุณ ความงามของหนังเรื่องนี้ให้เสียเวลาว่ามันวิเศษ วิโสยังไง ว่ามันมีดะไรนักหนา ทำไมต้องไปดู เพราะเชื่อว่า ใครก็ตามที่กำลังอ่านอยู่คงมีเหตุผลส่วนตัวเป็นคำตอบในใจอยู่แล้ว 



แต่ถึงจะพูดอย่างนั้น ความมหัศจรรย์เบื้องหลังของหนังที่ผมตามอ่าน ตามเก็บมาก็มีความน่าสนใจไม่แพ้ภาพที่ปรากฏขึ้นบนจอ หนึ่งเลยที่ทุกคนรู้ดีคือ หนังเรื่องนี้ใช้เวลาในการถ่ายทำยาวนานกว่า 12 ปี ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครทำ และใครที่คิดทำคงบ้าไปแล้วแน่ๆ ลำพังแค่การทำหนังสักเรื่องออกมาก็มีเรื่องให้ต้องปวดหัวอยู่แล้ว แนวคิดเดิมของหนังคือตัวผู้กำกับ Richard Linklater มีลูกสาวและเกิดกังวลใจในอนาคตข้างหน้า ไอเดียนี้จึงค่อยๆก่อรูปร่างขึ้นมา (ซึ่งลูกสาวของเค้าก็คือพี่สาวของเมสันในเรื่อง) หนังใช้เวลาราว 12 ปี นับตั้งแต่ปี 2002 ถึงปลายปี 2013 การเขียนบทก็ไม่ได้ขีดกรอบไว้นัด แต่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามลักษณะของนักแสดงหลักเป็นใหญ่ Ellar Coltrane คือคนที่ว่า การได้เห็นเหล่านักแสดงในหนัง เติบโต ไปตามกาลเวลานับว่าเป็นเรื่องที่แสนมหัศจรรย์ อีกรูปแบบหนึ่ง ทุกตัวละครในเรื่องต่างมีพัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ และสำหรับผมมันเป็นเรื่องสนุกนะ สนุกกว่าการนั่งดูหุ่นยนต์ซัดกันอุตลุตเสียด้วยซ้ำไป




Boyhood พาคนดูย้อนกลับไปยังอดีต (รู้สึกพักหลังๆจะมีหนังแนว retro ไม่ก็พูดถึง Time ออกมามากมายเหลือเกิน ไม่รู้เป็นความบังเอิญหรือไร) จากนั้นเราก็ค่อยๆเคลื่อนผ่านกาลเวลาตามมา เราจะรู้สึกร่วมกับตัวละครอย่างแน่นอน ผ่านบทที่ถูกเขียนขึ้นมาอย่างเรียบง่าย มันต้องเชื่อมโยงถึงชีวิตคนดูบ้างไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง(แม้บริบทจะเป็นฝรั่งจ๋าก็ตามที) รวมทั้งเหตุการณ์สำคัญๆในโลกของ Boyhood ต่างก็เป็นหลักไมล์ชั้นดีให้เราหวนนึกถึงวันวานนั้นขึ้นมา การที่หนังแทรกสอดเหตุการณ์ร่วมสมัยเข้ามา ไม่รู้ว่าจงใจหรือบังเอิญ มันกลับมีนัยยะบางอย่างต่อตัวหนัง ไม่ว่าจะเป็นการเข้าคิวเพื่อรอซื้อหนังสือ Harry Potter, การเลือกตั้งใหญ่ของสหรัฐ, เทคโนโลยีในท้องเรื่อง เป็นต้น ที่สำคัญไม่ต่างกันคือ Sound และ Score ที่ถูกใช้ในหนังเป็นมากกว่าการใส่เข้ามาประกอบเรื่องราว หากแต่มันคือ นาฬิกา บอกเวลาอย่างเที่ยงตรง แม้จะมีความยาวเกือบร่วมสามชั่วโมง แต่กลับไม่มีช่วงไหนที่ทำให้เรารู้สึกว่า มันเยอะเลย เช่นที่ได้บอก หนังมันดึงดูดในตัวมันเองอยู่แล้ว ใครที่เคยเสพผลงานผู้กำกับรายนี้มาแล้ว คงพอเข้าใจ signature ของแกว่ามันมีทิศทาง สไตล์ไหน 




บนโลกนี้มีหนังมากมายหลายเรื่อง แต่ค่อนข้างมั่นใจว่า Boyhood มีลักษณะพิเศษเฉพาะตัว ที่อยากให้หลายคนลองรับชม หากมีโอกาสได้รับชมในโรงใหญ่ยิ่งดี คิดดูว่ามันจะวิเศษแค่ไหน เมื่อวันเวลาผ่านไป คุณได้ไปบอกเล่ากับคนรุ่นหลังว่า ?ผมเคยซื้อตั๋วหนังเรื่อง Boyhood ดูด้วยล่ะ? 



สารภาพตามตรงว่าตอนที่ดูจบ ผมก็ไม่รู้จะเขียนถึงหนังเรื่องนี้ในแง่ไหน เพราะสิ่งที่อยู่ในหนังมันช่างแสนธรรมดา แต่กับยิ่งใหญ่เหลือเกินในความทรงจำ ?เวลาทำให้เราเติบโต แต่อาจไม่ได้ทำให้เราเป็นผู้ใหญ่ขึ้น? บทสนทนาในท้องเรื่องช่างน่าสนใจ คล้ายมีใครสักคนมาเล่าเรื่องชีวิตให้กับคุณ ชีวิตคืออะไร หนังอาจไม่ได้ให้คำตอบมากนัก รู้แค่ว่าเรามีชีวิต ชีวิตเป็นของเรา ไม่ใช่ของใคร จงทำให้ชีวิตของเรามีคุณค่า แล้วในวันหนึ่งจะมีคนมองเห็นคุณค่าในชีวิตเรา 



A+

สนับสนุนให้ Richard Linklater ได้รับรางวัลออสการ์สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม

วันอาทิตย์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2557

I was 'Lost' : Norwegian Wood (2010)

มีความแตกต่างระหว่างบรรทัดในหนังสือกับภาพบนแผ่นฟิล์ม และไม่ยากเลยที่จะบอกว่าชอบตัวนิยายมากกว่า ราวๆ ร้อยเท่าตัว


ผมเป็นแฟนหนังสือของเฮีย ฮารูกิ มูราคามิ แบบว่าหลงใหล ชอบ หลื้มที่สุดเป็นนักเขียนที่ชอบที่สุดแล้ว ถ้าไม่นับนิ้วกลม กับ พี่คุ่น ปราบดา หยุ่น และถ้าจะให้แนะนำว่าใครควรดูหนังเรื่องนี้(หรือแม้กระทั่งเริ่มต้นอ่านนิยายของมูราคามิ)แล้วล่ะก็ คนนั้นควรจะมีรสนิยมเดียวกับที่ชอบหนังของ หว่อง คาไหว



ความแตกต่างที่ชัดเจนของนิยายและภาพยนตร์ ตั้งแต่ตอนที่ผมรู้ว่าจะมีการสร้างหนังเรื่องนี้(ซึ่งแน่นอนเฮียมู ไม่ยอมให้ลิขสิทธิ์ ซึ่งผมค่อนข้างเห็นด้วย)เพราะตัวนิยายมันยากต่อการถ่ายทอดโดยใช้กลวิธีอื่นที่ไม่ใช่ตัวอักษร ตัวนิยายเองก็ใช่ว่าจะมีจุดไหนพีค มันเดินเรื่องในแบบ เบลอๆ คล้ายมีหมอกบางๆมาเคลือบภาพในความคิดของเราไว้ขณะที่อ่าน ไปจนถึงบทสนทนาที่ดูเฉพาะ แน่นอนฉากเซ็กซ์โจ่งครึ่ม แต่พอขึ้นจอภาพยนตร์แล้ว สิ่งเหล่านั้นมันถูกริบทอนไปจนสั้นเตียน ไปจนถึงไม่ถูกกล่าวถึงเลยด้วยซ้ำ นิยายว่าไม่ชัดเจนแล้ว ตัวหนังยิ่งไม่ชัดเจนเข้าไปใหญ่ ใครที่ไม่ได้อ่านนิยายมาก่อน คือ ไม่มีทางจะเข้าใจความรู้สึกของตัวละครได้อย่างสมบูรณ์แบบแน่ๆ ขนาดผมที่ว่าเป็นแฟนหนังสือยังจับอารมณ์ไม่ได้เลย



แต่ถ้าถามว่า หนังมันแย่มากหรือ ผมตอบเลยว่าไม่แย่ ถึงระดับที่ว่าสารมารถพาหนังไปแวะเที่ยวตามเวทีล่ารางวัลได้สบายๆเลย นั่นเป็นผลมาจาก ต้นฉบับ ที่ดีอยู่ก่อนแล้ว รวมทั้งความสามารถของผู้กำกับ นักแสดง ที่ได้ขยับขยายมันออกไป ผมชอบการใส่สัญลักษณ์ทางภาษาหนังเข้ามา ของ Tran Anh Hung ผู้กำกับ มันดูกลืนไปกับหนัง ไม่ดูโดดจนเรารู้สึกว่ายัดเยียด อย่างฝนตกในคืนวันเกิดของนาโอโกะ ก็แสดงให้เห็นถึงความเสียใจและสับสนของเธอที่สูญเสียแฟนที่รักไป โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเพราะเหตุใด และยังตองมารู้สึกหลงรักเพื่อนสนิทอีก บ้านที่ดูเปลี่ยวเหงามิโดริ ฉากที่วาตานาเบะได้รับจดหมายแล้ววิ่งขึ้นบันไดกล้องก็จับภาพแล้วหมุนวนเป็นวงกลมคล้ายกับต้องการจะบอกว่าชะตาชีวิตของตัวละครนี้ไม่มีทางหลุดออกไปได้แน่ๆ มีฉากที่กล้องจับไปยังอาคาร บ้านเรือนที่เป็นประตู หน้าต่าง ที่ถูกปิดเอาไว้ก็ล้วนแล้วแต่ตอกย้ำสถานะของตัวละครได้เป็นอย่างดี ช่วงท้ายของหนังคลื่นทะเลที่ซัดเข้าฝั่งก็ไม่ใช่ความบังเอิญของผู้สร้างแน่ๆ หากคือการสื่อสารในอีกระดับหนึ่ง



อีกส่วนที่โดดเด่นคือนักแสดง Ken'ichi Matsuyama คุ้นหน้าคุ้นตากันดีจากบทบาทนักสืบบุคลิกแปลกสุดขีดใน Death Note กับบทบาท L เขาถ่ายทอดบทบาทของ Toru Watanabe ได้ดีมากเลยนะ ตามความคิดผม จริงๆนักแสดงนำทั้งสามคน Rinko Kikuchi และ Kiko Mizuhara ก็ดีมากเท่าๆกัน เสียดายก็แต่ Kiko ที่ดูบทบาทจะหายไปค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับตัวนิยาย ส่วน Rinko ไม่พูดถึง เพราะนางข้ามมาเล่นหนังฮอลลีวู้ดเต็มตัวแล้ว



ทางด้านของ Score นั้น ผมจำไม่ค่อยได้แล้ว แต่ก็พอรู้สึกว่าไม่ได้รู้สึกดีหรือแย่ พูดง่ายๆคือไปกันได้ระดับพอเหมาะ พอควรกับตัวหนัง ในที่สุดแล้ว คนที่จะชอบหนังเรื่องนี้ย่อมต้องหลงใหลในตัวนิยายมาก่อน ผมว่าคนที่กระโจนมาดูหนังก่อนเลย อาจรู้สึกสับสนในการกระทำบางอย่างที่ดูไม่ค่อย make sense เท่าไหร่ และแน่นอน ผมชอบนิยาย จึงไม่แปลกที่ผมจะรู้สึกสนุกไปกับสิ่งที่เห็นบนจอ แม้ว่ามันจะห่างขั้นจากตัวนิยายมาก แต่ก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชมหนังเรื่องนี้อยู่ในใจ


"ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน" ถ้ามีใครถามประโยคนี้กับคุณ คุณตอบเขาได้ไหม ว่าอยู่ที่ไหน คุณรู้ตัวรึเปล่า ว่าคุณกำลังทำอะไร อยู่ในดินแดนแห่งไหน คุณพร้อมจะอยู่กับเขาคนนั้นรึยัง #จะบอกว่านิยายตีพิมพ์ใหม่แล้วนะ ของสำนักพิมพ์กำมะหยี่

วันพุธที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2557

(Review)คนขี้เห่อ แกะกล่อง Box set Mary is Happy, Mary is happy



Prologue
เกริ่นก่อน เนอะ ผมกไม่ได้ตั้งกระทู้มานานล่ะ ไม่รู้จะสรรสาระอะไรดี กระทั่งเมื่อวันก่อน(last week เลยล่ะ) ได้มีโอกาสได้ดูหนังที่เป็น phenomenon ของปลายปีก่อนลากมาถึงต้นปี คือหนังเรื่อง Mary is Happy, Mary is Happy ผลงานกำกับภาพยนตร์เรื่องยาวลำดับที่สองของคุณ เต๋อ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ขอเรียกว่า พี่เต๋อล่ะกัน สะดวกดี 

ปรากฏว่าหลังจากได้ดู คือ ผมชอบมาก  ชอบที่สุดของหนังปี 2013 เลยล่ะ น่าจะเป็นครั้งแรกเลยนะ ที่ list หนังส่วนตัวอันดับหนึ่งเป็นหนังไทย หนังมันดีอะไรยังไง เชิญชม trailer version ถ้ายังไม่มาดูกันอีกก็ไม่รู้จะทำไงละ
http://www.youtube.com/watch?v=CnbPf5g6oNM


ต่อไปนี้ข้ามได้ ถ้าใครไม่อยากอ่าน เป็น ความเห็นที่ผมมีต่อหนังเรื่องนี้ 

ยินดีต้อนรัก? 

ชื่อของพี่เต๋อ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ วนเวียนอยู่กับเครดิตหนังดัง GTH หลายเรื่อง กระทั่งมาถึงผลงานกำกับ ?มั่นใจคนไทยเกินล้านเกลียดเมธาวี? ที่ฉายในนามบันทึกกรรม ทางช่องสาม เมื่อหลายปีก่อน ผมเองได้ดูแล้วชอบมุมมองการนำเสนอที่แปลกและสดใหม่มากๆ จากนั้นก็มาถึงหนังยาวเรื่องแรก 36 สารภาพว่าผมไม่ได้ดู กระทั่งไม่รู้ว่าจะไปหาดูได้จากที่ไหน(แน่นอนว่าการอยู่ต่างจังหวัดเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย หากไม่มีการปล่อยลงโลกออนไลน์) แต่กิตติศัพท์ของหนังเรื่องนี้กลับเลื่องลือ 

เมื่อปลายปีก่อนก็เกิดกระแสขึ้นอีกเมื่อภาพยนตร์เรื่องยาวผลงานกำกับของพี่แกเข้าฉาย Mary is happy, Mary is happy กับการเป็นภาพยนตร์ที่แปลกทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง เบื้องหลังคือการทำงานที่บทภาพยนตร์ถูกนำมาจากข้อความบน twitter ของ user นาม แมรี่ มาโลนี่ จำนวนทั้งสิ้น 410 ทวีต ที่เหนือชั้นกว่านั้นคือการล้อมกรอบไม่มีการตัดทอนข้อความใดๆออก นั่นยังไม่พอ ตลอดการทำงานจนกระทั่งหนังออกฉายเจ้าของทวีตและผู้กำกับไม่เคยพบปะ พูดคุยกันเลย ฉะนั้นแล้ว ข้อความบนทวิต จึงถูกจินตนาการของผู้กำกับสร้างสรรค์ออกมาเป็นโลกที่ทุกคนจะไม่มีวันลืมอย่างแน่นอน เบื้องหน้า หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องพร้อมๆกับการขึ้น ?ตัวอักษร? ที่ถูกทวิต จำนวน 410 ดังนั้นหนังความยาวสองชั่วโมงกว่าเรื่องนี้ จึงไม่ต่างอะไรจากการนั่งอ่านทวีตรวดเดียว เพียงแต่การดูหนังนั้นจะให้ภาพที่ชัดเจน(?) มากขึ้น 

ความพิเศษอีกส่วนคือ ข้อความเหล่านั้น มักเป็นข้อความในแบบที่เปิดกว้างทางความคิด ไม่ใช่คำคมโดนๆ แต่หากเป็นเหมือนชิ้นส่วนทางความคิดที่ผุดขึ้นมาในช่วงเวลาๆนั้น การตัดต่อที่ดูหุนหันพลันแล่น คล้ายจะไม่มีlineหลักให้จับต้อง ส่งผลให้ภาพในหนังดูแฟนตาซีแต่ไม่หลุดโลก ตั้งแต่เครื่องแต่งกายของนักแสดงที่ใส่ชุดพละตลอดเวลา(แต่เป็นชุดที่โคตรเจ๋งเลย) โรงเรียนที่ดูว่างเปล่า เงียบเหงาหากแต่ทับซ้อนด้วยเหลื่อมมุมของตัวอาคารไม่ต่างจากจิตใจของตัวละครที่ดูวกวนพอๆกัน การใส่ประเด็นทางการเมืองผ่านทางตัว ผ.อ. คนใหม่ของโรงเรียนซึ่งดูเหมือนไม่มีตัวตน(ก็ตลอดทั้งเรื่องเราไม่เคยเห็นตัวตนของแกปรากฏเลย) แต่ทุกคนสัมผัสได้ถึงการดำรงอยู่ของบุคคลนี้ ทั้งภารกิจที่ตัวครหลักของเรื่องต้องทำคือหนังสือรุ่นแสน minimal (less is more) จนตอนหลังันถูกแปรสภาพไม่ต่างจาก textbook หน้าตำคร่ำครึ คล้ายคัมภีร์ศาสนาที่ไม่น่าดึงดูดใจแม้แต่น้อย หรือด้านความรัก เอ็ม ชายหนุ่มประหลาดที่มักปรากฏตัวข้างร้านโตเกียวบนรางรถไฟ พร้อมทั้ง special guest ที่ทำให้ร้องกรี้ดออกมาเบาๆ หลายคนทั้งพี่ คุ่น หรือหลายคนรู้จักในนาม ปราบดา หยุ่น , ครูน้อย วงพรู รวมทั้ง พี่ไผ่ ฮอร์โมน แม้จะเป็นช่วงเวลาไม่ถึง 5 วินาทีก็ตาม ที่ต้องให้ความดีความชอบกระทั่งขึ้นไปยืนรับรางวัลเคียงคู่กับ ณเดชน์ บนเวทีสุวรรณหงส์ครั้งที่ 23 (2556) ที่ผ่านมาคือ พัชชา พูนพิริยะ ผู้รับบท แมรี่ ในเรื่อง และอีกหนึ่งคนที่ต้องกล่าวถึง ชนนิกานต์ เนตรจุ้ยกับบทซูริ เพื่อนสาวคนสนิท ทั้งคู่ไม่เพียงแต่สวมบทได้อย่างเป็นธรรมชาติแต่ด้วยเคมีที่ลงตัวมากๆของทั้งคู่ มันทำให้หนังดูมีมิติ ใกล้ชิดกับคนดูมากไปอีกด้วย กระนั้นใช่ว่าหนังจะไม่มีข้อเสีย ด้วยความที่หนังสร้างจากทวีตมันจึงเดินหน้าไปเรื่อยๆไม่มีจุดที่เป็นclimax จุดpeak หรือกระทั่งตอนต้น ตอนจบที่ชัดเจน มีความเป็นหนังทดลองสูง(แต่ผลลัพธ์น่าประทับใจยิ่ง) รวมถึงการที่หนังช่วงต้นกับท้าย มีความต่างกัน หลังจากการจากไปของหนึ่งตัวละคร ช่วงท้ายจึงเต็มไปด้วยความเปลี่ยวเหงาที่ตัวละครต้องเผชิญหน้าในโรงเรียนที่ไร้ชีวิต 

แต่กระนั้นก็เถอะ หนังเรื่องนี้มันโดนใจผมหลายๆอย่าง ไม่ว่าจะยังไง Mary ได้กลายเป็นหนังเป็นหนังปี 2013 ที่ผมชอบมากที่สุด และอยากให้หลายคนหามาชม



เอาล่ะ ถึงเวลาเอาจริงล่ะ ตัว Boxset นั้น ขณะนี้ยังสามารถสั่งซื้อได้ จนกว่าของจะหมด(ซึ่งก็ใกล้ล่ะ และถ้าหมด คืออดจริงๆนะ เพราะมันเป็นหนังอินดี้ ไม่ได้หาซื้อได้ตามห้างร้านทั่วไป) วิธีการคือเข้าไปสั่งใน http://minimore.com/mini/hap/ แนะนำว่าให้สั่งซื้อก่อนวันอังคารและพฤหัสบดี เพราะบริษัทส่งของแค่สองวันนี้เท่านั้น ผมสั่งวันศุกร์ รอยาวววววเลยจ้าาาาาา

เอาล่ะครับ ของมาถึงwrapมาให้ในรูปแบบนี้ หืมมมมม  น่าหวาดเสียวตอนรับของ หวาดวิตกว่า ของข้างในจะอยู่ครบป่ะ**





และแล้วเป็นไปตามคาด  สังเกตเห็นอะไรกันไหม






ยับมากจ้าาาาา  ยับสุดๆๆ ยับกว่ากล่อง พี่มาก เมื่อปีก่อนอีก แอบนอยล่ะ  แพงก็แพงตั้ง 660 แต่ไหง มันเป็นงี้ ?







พอเคาะ ออกมา ก็ได้ของแถมมาล่ะ หนึ่งเป็น photobook behind the scenes ด้านหลังจะมีที่มาของทวีต ซึ่งเจ้าของข้อความตัวจริง แมรี่ มาโลนี่ ได้กำกับถึงที่มาไว้ด้วย น่าสนใจมากๆ

















และปกหลังของ photobook



อีกส่วนที่ให้มา แกะดูจะพบกับซองใส่ดีวีดี ติสต์เชียว



แล้วนี่เป็นสติ็กเกอร์ เชื่อว่าคนส่วนใหญ่น่าจะเก็บไว้มากกว่าเอาไปแปะฝาผนังห้อง



และโปสเตอร์ ขนาดใหญ่มาก ด้านหน้าเป็นรูปนักแสดงหันหลังให้กล้องมาจากฉากหนึ่งในหนัง



ด้านหลังเป็นคำขวัญประจำโรงเรียน "จงทำดี"




เอาล่ะมาดูที่แผ่น DVD กันดีกว่า ใส่แผ่นไปจะเจอกับแมรี่ยิงปืนกราดขึ้นฟ้า แล้วเข้าสู่ Home menu





ภาพจากหนัง cap มาจาก จอ โน้ตบุค

















set up ระบบเสียง



อันนี้เป็นเลือกฉากที่จะชม สวยดีอ่ะ



ในส่วน sf ก็มีมาให้ ยาวประมาณสี่นาที แต่เป็นสี่นาทีที่ เจ๋งมากๆๆ













Epilogue
สรุปกับราคา 660 คุณภาพหนังไม่พูดถึง เพราะชอบมาก แต่อกหักที่กล่องยับเนี่ยสิ  โคตรนอยเลยอ่ะ แม้จะเจอแบบนี้ ก็ยังคงชอบ คุ้มกับราคา ดีกว่า Boxset พี่มาก ที่ไม่มีอะไรมาให้เล้ยยยยยยยยย  ได้แต่หวังว่า Boxset คิดถึงวิทยาที่จะออกมาเดือนหน้า จะเก๋ ชิค แนว สมกับราคานะ และหวังว่ากล่องจะไม่ยับอีก