วันศุกร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Pacific Rim : สงครามครั้งนี้ สนุกนัก

Pacific Rim คือความบันเทิงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยจินตนาการอันแสนบรรเจิดและสร้างสรรค์

ผมว่าจะเขียนถึงหนังเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนที่ได้ดู แต่ก็มีกิจธุระมากมายที่ไม่ได้บันทึกความทรงจำดีๆเหล่านี้ลงไป

ผมเข้าสู่โลกภาพยนตร์ครั้งแรกด้วยหนังเรื่อง Godzilla (1998) ของผู้กำกับจอมทำลายล้าง Roland Emmerich ซึ่งผมยอมรับว่ามันไม่ใช่หนังที่ดีเด่นอะไร นอกจากภาพสัตว์ยักษ์ตัวเบ้อเริ่มแล้ว แต่คุณเข้าใจคำว่า เด็กประถมหนึ่ง ดีแค่ไหน กับการดูหนังเรื่องนี้บนจอยักษ์ นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ ผมกลายเป็นคนที่หลงรักภาพยนตร์อย่างถอนตัวไม่ขึ้น


ผมชอบดูอุลตร้าแมน รวมทั้งมังงะญี่ปุ่นนะ และตอนเด็กๆผมก็หลงใหลพวกสัตว์ประหลาดหน้าตาแปลกๆอีกด้วย ตั้งแต่ไดโนเสาร์ยันมนุษย์ต่างดาว เรื่องราวที่เหนือธรรมชาติที่หาคำตอบไม่ได้น่ะ น่าสนใจจะตายที่ได้จินตนาการถึงขอบเขต ที่มาที่ไปของมัน รสนิยมของผมเลยออกมาแบบแปลกๆคือไม่ตะวันตก ไม่ตะวันออกคืออยู่ตรงกลาง อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมหลงรักงานเขียนของ ฮารุกิ และหนังของ หว่อง คาไหว ไปจนถึง อั้งลี่


เดิมทีผมไม่ค่อยเห็นด้วยที่ Guillermo del Toro ผละตัวเองจากทวิภาค The Hobbit (ซึ่งตอนนี้พัฒนาเป็นไตรภาคซะแล้ว) เพราะมันฟังดูไว้วางใจไม่ค่อยได้ ว่าด้วยสัตว์ประหลาดฟัดกับหุ่นยนต์ คือไม่มีใครสามารถคอนเฟิร์มได้ว่ามันจะรุ่งหรือร่วง แต่กับ Hobbit นั้น มันไม่มีทางร่วงแน่นอน แต่พอได้ยลโฉมตัวอย่างหนังเท่านั้นแหละ ถึงกับกระเพาะทะลุ 



ครั้นเมื่อได้ชมหนังจริงๆ โอ้ แม่เจ้า นี่มันมหัศจรรย์สุดๆ  ที่โดดเด่นไม่่ฉากแอ็คชั่นเอามันส์ ซึ่งหนังซัมเมอร์ทั่วไปมักทำเป็นประจำคือ เนื้อเรื่องกลวงโบ๋ อาศัยเอาความมันส์เข้าแลก ผลคือหนังเหล่านั้นอาจทำเงินแต่เอาใจคนดูไปไม่ได้ อย่างปีนี้ก็มีให้เห็น แต่นั่นไม่ใช่กับ Pacific Rim หนังมีเนื้อเรื่องที่ชัดเจน ฉากแอ็คชั่นมันส์ๆไม่ได้กระจุกตัวไว้ช่วงท้ายเหมือนเรื่องอื่นๆหากแต่กระจายอยู่ทั่วไปตามท้องเรื่อง ก่อนจะพีคสุดๆในช่วงท้าย 



เอาเข้าจริงๆเหตุการณ์ในหนังนี่มันกดดันสุดๆเลยนะ แต่ด้วยความขี้เล่น ผู้กำกับนำเสนอออกมาในแง่มุมี่สนุก ไม่ดราม่า ง่ายๆ ไม่เล่นท่ายากทำให้มันเป็นความบันเทิงสุดๆแต่ถึงกระยั้ยก็ยังมีหลายซีนที่แสดงให้เห็นถึงความน่ารักของผู้กำกับในการกยอกล้อคนดูจนทำเอาตกใจ อย่างฉากเบบี้ไคจู น่ะ เล่นแบบนี้ไม่ค่อยขำแหะ ตกใจ!



ที่ชอบมากคือด้านโปรดักชั่น บอกได้คำเดียวว่า epic ตั้งแต่งานสร้างสรรค์สัตว์ประหลาดไปจนถึงหุ่นยนต์ยักษ์ หนังดูยิ่งใหญ่มากๆ ซาวน์ประกอบเอาอยู่ นักแสดงแม้จะไม่ค่อยรู้จักชื่อแต่ทำไมนะ ถึงได้ใจผมไปเต็มๆ Charlie Hunnam หล่อมากหน้าตายังแอบละหม้ายคล้าย Heath Ledger อีกตะหาก(พูดแล้วเศร้า) Rinko Kikuchi ดังใหญ่แล้ว ฉุดไม่อยู่แล้วล่ะ ปีนี้ยังมีหนังที่เธอแสดงอีกเรื่องคือ 47 Ronin จากตัวอย่างคงต้องพูดคำนี้อีกแล้วว่า ต้องดู ที่มีเสน่ห์สุดๆคือ ตัวละครนักวิทยาศาสตร์สองคนสุดเพี้ยน Burn Gorman และ Charlie Day หากเป็นเรื่องอื่นคงเป็นตัวละครที่น่ารำคาญแต่กับสองคนนี้คืออีกหนึ่กุญแจสำคัญในการเดินเรื่อง ที่ประหลาดใจคือ Ron Perlman ที่โผล่มาแบบแย่งซีนเห็นๆ



Guillermo del Toro คือผู้กำกับที่ผมหลงใหลตั้งแต่ครั้ง Hellboy ลากยาวมาถึง Hellboy 2 แต่ที่ชอบมากคงไม่พ้น Pan's Labyrinth  ที่ทำเอาน้ำตาแตกไปหลายวัน ครั้งนี้ Pacifiv Rim ใครว่ามันส์อย่าเดียวคงพลาดสิ่งดีๆไปเยอะ หนังมีความโรแมนติก ความซาบซึ้ง ความหึกเหิม ถึงจะบอกว่าเป็นหนังเอาใจตลาดแต่พี่แกยังคงคอนเซ็ปความอาร์ตไว้ได้อย่างดี มีความเป็น Signature สูงมากๆ 



พนันเลยว่า ภาคต่อ ที่จะตามมานั้น ต้องเป็นการรอคอยของใครอีกหลายๆคน และคงมีใครอีกหลายคนที่ตั้งตัวเป็นกลุ่มแฟนคลับของหนังเรื่องนี้อย่างแน่นอน ก็แหม ไคจู กับ เยเกอร์ มันโคตะระเสน่ห์แรงเลย


วันอังคารที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

World War Z : ซอมบี้อีกครั้ง



จากตัวอย่างหนังก็สร้างความอยากดูให้กับผมเป็นอย่างดี แม้หนังจะมีข่าวคราว่ามีการปรับแก้รายละเอียดเบื้องหลังหลายอย่างจนอดหวั่นไม่ได้



หนังสร้างจากนิยายมีความท้าายอยู่ในตัว ยิ่งกับเร่องนี้ความแปลกของตัวนิยายคือมันไม่ใช่เรื่องราวที่เล่าจาก 1 ไป 2 แต่มันเป็นเหมือนบทสัมภาษณ์ผู้คนตามแต่ละมุมโลก ส่วนตัวหนังนั้นอาศัยรายละเอียดบางส่วนจากนิยาย โดยวางเรื่องให้เป็นการสืบสวนของตัวละครเพื่อหยุดยั้งการระบาดของเชื้อร้าย โดยที่พระเอกของเรา Gerry ต้องละทิ้งครอบครัวเพื่อช่วยโลกไว้ โดยหนังพาไปเกือบทั่วทุกมุมโลกแต่มันก็มีเหตุผลไม่เหมือนเกมตะลุยด่านใน 2012 ที่ยัดเยียดCGแบบเห็นๆ หนังมาในโหมดเดียวกับ 28 Days Later และ I Am Legend คือตัวละครเดี่ยวท้าลุยโลก เพียงแต่ WWZ นั้น เน้นหนักทางด้านบันเทิงมากกว่า หนังแทบไม่ลงลึกรายละเอียด ดราม่าฟูมฟาย ฉะนั้นแล้วตลอดทั้งเรื่องจึงมีฉากน่าหวาดเสียวให้ตื่นเต้นอยู่เป็นระยะ และแต่ละฉากนั้นก็ล้วนแล้วแต่มอบความบันเทิงได้เป็นอย่างดีตั้งแต่ฉากความวุ่นวายบนถนนในฟิลาเดเฟีย ไปจนถึงฉากสุดท้ายในห้องแล็ป ฉากอินโทรเรื่องก็ดูเก๋ไม่ใช่น้อย แต่ก็อย่างว่าเมื่อหนังไม่ได้ลงลึกอีกทั้งตัวละครอื่นๆที่ไม่ใช่ Gerry จึงซีดหายไปเป็นเพียงวอลล์เปเปอร์ แต่อย่างน้อยก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวละครเหล่านั้นสร้างภาระมอบความรำคาญให้แก่คนดู



Brad Pitt สร้างตัวละคร Gerry ออกมาได้ตามแบบมาตรฐาน ทั้งๆที่ตัวละครตัวนี้สามารถไปได้ไกลกว่านี้ เข้าใจว่าหนังเลือกด้านบันเทิงจึงน่าเสียดายที่หนังเรื่องนี้ไม่ได้ช่วยให้เครดิตคุณพี่แกมากเท่าใดนัก นอกจากมันจะทำเงิน ทำเงิน และก็ทำเงิน




ทางด้านโปรดักส์ชั่น ส่วนตัวแล้วชอบนะ เพราะอย่างช่วงๆแรก หนังจะมาแบบขาใหญ่มาก และช่วงท้ายหนังเล่นกับสถานการณ์ที่แคบลงและน่าหวั่นพรึงมากขึ้น จนสุดท้ายมันเป็นฉากที่ดูดีและพีค โดยไม่ต้องพึ่งกระบวนการ CGI แต่เมื่อหนังออกมาเป็นเรต PG-13 สิ่งที่ควรจะพีคและโหดได้มากกว่านี้มันเลยยังเทียบไม่ได้กับหนังซอมบี้เรื่องอื่นๆที่ดูหนักกว่า เเน่นกว่า



WWZ ไม่ได้เป็นหนังขายไอเดียแต่หนังขายความบันเทิง และขายได้อย่างดีซะด้วย สำหรับผม WWZ ออกจะดูมีราศรีดีกว่า Evil Dead ซะอีก และเป็นความประทับใจเล็กๆในช่วงซัมเมอร์นี้ แต่อย่างว่าปีนี้ซอมบี้ผมเทใจให้ Warm Bodies หมดแล้ว



วันเสาร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

แจวเรือไป บางพระโขนง - แกะกล่อง Boxset พี่มาก พระโขนง

แจวเรือไป บางพระโขนง



เย้ๆ  ในที่สุดก็ได้รับของแล้ว ผมสั่งจองตัว Boxset กับทางเว็บ GTH Store เนื่องจากเห็นว่าตัวสินค้าชิ้นนี้คงได้รับความนิยม หมดไวเป็นแม่นมั่น(อ่ะแน่ะ) และการอยู่ต่างจังหวัดการจะหาซื้อตัว Boxset ค่อนข้างจะเป็นไปได้ยากรวมถึงหากสั่งจองกับทางเว็บจะได้ส่วนลดด้วย ผมได้รับของเมื่อวันที่ 12 ก.ค. ทางเว็บแจ้งว่าจะจัดส่งในวันที่ 11 โหยย  ไวมากเลย ส่วนคนที่สั่งจองกับช่องทางอื่นคงต้องอดใจรอไปก่อน 

แล้วก็เปิดออกดูภายใน  มีอึ้งเล็กน้อย เพราะตัวที่คาดหวังกลับผิดหวัง ส่วนตัวที่ไม่คาดหวังกลับน่าประทับใจ





ตัวหนังสือ สุดยอดมาก น่าอ่าน ภาพสวย เขียนสนุก เห็นโลโก้ a book มิน่าล่ะ สำนักพิมพ์นี้ เค้าเป๊ะ จริงๆ  ข้างในก็จะเป็นเบื้องหลัง บทความต่างๆ บวกกับภาพ ผมว่าตัวหนังสือคุ้มมากๆ ใครที่เล็งเฉพาะตัวหนังสือไว้ ก็รีบซื้อเลยนะ  เด๋วจะเหมือนผมที่พลาด หนีตามกาลิเลโอไป เมื่อหลายปีก่อน เสียดายมากเลย ลองไปดูหนังสือพี่มากกันว่าข้างในที่ว่าสวยน่ะ สวยยังไง



ปกนั้นจะเป็นกระดาษสวมไว้อีกที ถอดปกออกจะพบกับปกด้านใน สวยดีนะ เรียบๆแต่ได้ใจ















ข้างในก็จะเป็นประมาณนี้ล่ะ




ต่อไปย้ายไปดูที่ ตัว Boxset บ้าง ทีแรกแอบคิดว่าคงมีไฮท์ไลท์อะไรเป็นพิเศษแต่เอาเข้าจริงๆแล้ว ผิดหวัง จริงๆนะ  ลองไปดูได้เลย



เป็นกล่องเหลี่ยมๆ ที่สำคัญคือกระดาษอ่อนมาก คิดว่า SuckSeed อ่อนแล้วนะ  แต่เจอ พี่มากแล้วบอกเลย คงเข้าตู้โชว์อย่างเดียวอ่ะ แล้วเอาแผ่นไว้ข้างนอก เพราะถ้าเปิดเข้าบ่อยๆคงพังคามือ ยิ่งเป็นคนมือหนักอยู่ด้วย





มีกระดาษสามเหลี่ยมทรงปริซึม ถอดออก อ้าวเฮ้ย ทำไมยับงี้เนี่ย หน้าพี่ใหม่ ดาวิกา บนกล่องก็ยับด้วย ไม่รู้เพราะบริษัทหรือว่าเพราะไปรษณีย์  นี่เสียใจมากเลยนะ  ยังไม่ทันได้ทำอะไรก็มีแววจะพังล่ะ



ผ่อนคลายๆๆ  มาดูด้านหลังกล่องบ้าง



ในเรื่องของขนาดกล่อง ลองเทียบกับตัว Suck Seed จะเห็นว่าตัวพี่มากเล็กกว่า พอสมควร



แกะดูในกล่องหน่อยดิ อย่างเบามือ เท่าที่จะเบาได้อ่ะนะ เจอคูปองขูดรหัสลุ้นรางวัล เฉพาะแผ่นแท้เท่านั้นนะจ๊ะ





แล้วนี่คือตัวบุ๊คที่บรรจุแผ่นหนังไว้ ด้านหน้าแบบนี้



ด้านหลังบุ๊คเป็นแบบนี้  ผมว่าด้านหลังสวยดีนะ



ด้านในเป็นแบบนี้



ลองเอาแผ่นมาดูว่ามีรอยไหม  ก็จเออะไรไม่รู้เป็นขีดดำๆ ตกใจนึกว่าเป็นรอยขูด ขีด ข่วน แต่แท้จริงไม่ใช่ มันเป็นรอยอะไรไม่รู็อ่ะ  แต่ไม่ใช่ความผิดพลาดอะไรหรอกนะ  สงสัยคงเป็นนวัตกรรมใหม่ อะไรสักอย่าง



แล้วก็แกะเอากรอบรูปในกล่องออกมา ด้านหน้าเป็นแบบนี้ รูปโคลสอัพนักแสดงทั้งหมดทำหน้าเหวอหวากันไป ผลิกดูด้านหลังบ้าง เป็นรูปนี้



บอกว่าเป็นสามมิติคือ ตอนแรกเข้าใจว่ามันจะเป็นสามมิติ แบบกล่องหน้า Boxset ATM แต่ตัวพี่มากจะเป็นแบบแนว Pop Up คือจะเห็นเป็นเลเยอร์  ดูจากด้านข้างจะเป็นแบบนี้



เค้ามีสรรพคุณบอกไว้ด้วยแหะ  เออ  ตลกดีอ่ะ




อ่อ  ใช่ ถ้าสั่งซื้อจากเว็บอ่ะ  จะแถมถุงผ้าพี่มากมาให้ด้วยล่ะ  ดูจากรูปได้เลยว่าสวยแค่ไหน





เอาล่ะดูกายภาพไปล่ะ ดูภายในบ้าง ว่าแล้วก็ใส่แผ่นเข้าไปเริ่มที่แผ่นแรก Movie กด Play ปุ๊ปก็จะเจอกับโลโก้ค่ายหนังอารมณ์ดี GTH



แล้วต่อด้วยคำเตือน รู้สึกจะเป็นเสียงนายเผือกรึเปล่านะ



จากนั้นก็โฆษณาช่อง Play ของ GTH ว่ากันไป





สักครู่ก็จะเข้าสู่หน้า Home เมนูหลัก  ขอติงหน่อยว่า font มันดูยังไงชอบกลอยู่นะ แบบค่อนข้างธรรมดา



กดเข้าไปดูหนัง  ความคมชัดถ้าดูจากตอคอมพิวเตอร์ ก็ประมาณนี้ล่ะ











หน้าจอ Set Up ใช้รูปนี้ พี่มากด้านหน้า แม่นาคด้านหลัง



หน้าจอ Scene Selsction เป็นแบบนี้ เต๋อถือตะเกียง เผือกถือท่อนฟืนติดไฟ



ส่วนหน้าจอ SF เป็นรูปของเอ กับ ชิน ในส่วนของ SF ที่มีมาให้ในแผ่นแรกนั้น ธรรมดามากกกก  ใน Youtube พี่แกก็ลงไว้นิ - -'








ไปต่อกันที่แผ่นสองของพี่มากกับตัว Special Feature แบบเพียวๆ

ตัวแผ่น SF จะเป็นรูปการ์ตูนทั้งหมดเลยนะครับ ก็น่ารักไปอีกแบบ แต่ถ้าดูโดยรวมแล้วมันขัดกับแผ่นแรกมากอยู่นะ  คิดเหมือนกันไหม ? 



เข้าไปดูกันที่ตัวคอมเมนทารี่ ส่วนนี้ผมชอบมากๆเลยนะ ในหนังของ GTH มันจะมีการให้ผู้กำกับ นักแสด
ง ทีมงานมาวิจารณ์หนังของตัวเอง  สนุกดี ได้รู้ถึงงานเบื้องหลังด้วย ในส่วนของพี่มาก ผมยังไม่ได้ดูนะ แต่ดูผ่านๆก็ฮาอยู่ 55





หัวข้อต่อไปเป็น Casting Tape มีของ มาก นาค แล้วก็เป็นการ Workshopนักแสดง











ถัดมาเป็น AlternateEnding น่าจะหมายถึงฉากจบอีกแบบหนึ่ง หรือเปล่า แต่ที่ผมดูๆมันก็ไม่ได้แตกต่างนะเหมือนเป็นการตัดต่ออีกแบบหนึ่ง มีฉากปูมหลังของพี่มากกับนาค ยาวขึ้นจากเว่อรชั่นจริงหรือเปล่า คือโดยรวมแล้วมันก็ไม่ค่อยต่างอ่ะ  พูดยังไงดี เอาไว้ลองไปหาดูกันนะครับ







มาดูกันที่ Extended Scene ฉากที่ถูกขยายให้ยาวขึ้นน่ะแหละ มีทั้งหมด 12 ซีน  ความแตกต่างจากที่ฉายก็มีบ้าง และอย่างบางฉากที่หายไปผมว่ามันฮานะ อย่างเดจาวูตอนตกบันได กับมุกคนใช้บ้านเผือกอ่ะ  ขำเว่อร์







ต่อไป Out Take ซึ่งผมแอบหวังว่ามันคงฮามากแน่ๆ ก็นะเบื้องหน้าขนาดนั้น เบื้องหลังคงแบบสุดๆอ่ะ  แต่พอไปดูจริงๆ เฮ้ย ทำไมมันแปลกๆ ตัดมาแบบงงๆ บางคนนี่สั้นมาก แบบ อ้าววว จบแล้วเรอะ ?











Clip Promote ตัวสุดท้ายในแผ่น SF ซึ่งตัวนี้อีกแล้ว  ใน Youtube มีให้ดู แต่ในส่วนของคลิป 200 ล้าน กับ 1000 ล้านมีไหม  ผมไม่รู้นะ  ขอติงอีกหน่อย ปกติ คลิปฉลองอ่ะ มันจะตลกมากนะ  ไม่เชื่อลองไปดูอย่างของ กวน มึน โฮ งี้  อย่างฮาอ่ะ หนังผีอย่างลัดดาแลนด์อีก ฮาเว่อร์ แต่พอมาถึงพี่มาก มันไม่ฮานะ  แต่มันเป็นอีกมู้ดหนึ่งเลยอ่ะ  ออกแนวแบบ ขอบคุณคนดู มากกว่า ซึ่งก็แปลกดี









สรุปนะครับ หากเทียบกับ Boxset ตัวก่อนๆของ GTH แล้วผมว่า พี่มากแพ้ขาดลอย อ่ะ อย่างตัว Top ในยุคหลังๆ สำหรับผมนะคือ รักเจ็ดปี เป็น Box ที่สวยคุ้มค่าน่าเก็บ อย่าง Top Secret ไม่เยอะแต่ก็เจ๋ง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผมคาดหวังสูงด้วยมั้ง ก็แหมนะ หนังพันล้าน มันน่าจะแบบว่า เริ่ด หรู อลังการ ราคาที่ผมสั่งไปก็เฉียดพัน ผมเองก็เป็นแค่นักศึกษาที่ชอบดูหนัง ลงทุนซื้อหนังไปก็อยากได้อะไรที่มันคุ้มค่า แต่ก็เอาเถอะ เค้าให้อภัย สำหรับใครที่ลังเล ผมแนะนำว่าหากชอบหนังเรื่องนี้มากดูซ้ำในโรงเจ็ดแปดรอบ ซื้อเลย มีตังค์ก็ซื้อเหอะครับ แต่ใครที่อยากดูแต่ไม่ค่อยมีตังค์หรือไม่สนงานเบื้องหลังก็ซื้อแบบ Single Disc ไปดูก็ได้ ราคาร้อยกว่าบาทเอง  หรือ VCD ก็ได้ ที่สำคัญไม่ว่าจะซท้อ VCD DVD หรือ Boxset ก็มีสิทธิ์ลุ้นรางวัลกับ ลุ้นมาก รวยมาก เหมือนกันคือคนละหนึ่งสิทธิ์

ยังไง รักหนังไทย ก็อุดหนุนแผ่นแท้เนอะ  งดผี งดบิท งดโหลด ช่วยกันหน่อยครับ คนทำหนังจะได่มีแรงทำงาน ^^



"ผมยอมตายเพื่อรักษาหนังไทย" # โดม สุขวงศ์