วันเสาร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

แจวเรือไป บางพระโขนง - แกะกล่อง Boxset พี่มาก พระโขนง

แจวเรือไป บางพระโขนง



เย้ๆ  ในที่สุดก็ได้รับของแล้ว ผมสั่งจองตัว Boxset กับทางเว็บ GTH Store เนื่องจากเห็นว่าตัวสินค้าชิ้นนี้คงได้รับความนิยม หมดไวเป็นแม่นมั่น(อ่ะแน่ะ) และการอยู่ต่างจังหวัดการจะหาซื้อตัว Boxset ค่อนข้างจะเป็นไปได้ยากรวมถึงหากสั่งจองกับทางเว็บจะได้ส่วนลดด้วย ผมได้รับของเมื่อวันที่ 12 ก.ค. ทางเว็บแจ้งว่าจะจัดส่งในวันที่ 11 โหยย  ไวมากเลย ส่วนคนที่สั่งจองกับช่องทางอื่นคงต้องอดใจรอไปก่อน 

แล้วก็เปิดออกดูภายใน  มีอึ้งเล็กน้อย เพราะตัวที่คาดหวังกลับผิดหวัง ส่วนตัวที่ไม่คาดหวังกลับน่าประทับใจ





ตัวหนังสือ สุดยอดมาก น่าอ่าน ภาพสวย เขียนสนุก เห็นโลโก้ a book มิน่าล่ะ สำนักพิมพ์นี้ เค้าเป๊ะ จริงๆ  ข้างในก็จะเป็นเบื้องหลัง บทความต่างๆ บวกกับภาพ ผมว่าตัวหนังสือคุ้มมากๆ ใครที่เล็งเฉพาะตัวหนังสือไว้ ก็รีบซื้อเลยนะ  เด๋วจะเหมือนผมที่พลาด หนีตามกาลิเลโอไป เมื่อหลายปีก่อน เสียดายมากเลย ลองไปดูหนังสือพี่มากกันว่าข้างในที่ว่าสวยน่ะ สวยยังไง



ปกนั้นจะเป็นกระดาษสวมไว้อีกที ถอดปกออกจะพบกับปกด้านใน สวยดีนะ เรียบๆแต่ได้ใจ















ข้างในก็จะเป็นประมาณนี้ล่ะ




ต่อไปย้ายไปดูที่ ตัว Boxset บ้าง ทีแรกแอบคิดว่าคงมีไฮท์ไลท์อะไรเป็นพิเศษแต่เอาเข้าจริงๆแล้ว ผิดหวัง จริงๆนะ  ลองไปดูได้เลย



เป็นกล่องเหลี่ยมๆ ที่สำคัญคือกระดาษอ่อนมาก คิดว่า SuckSeed อ่อนแล้วนะ  แต่เจอ พี่มากแล้วบอกเลย คงเข้าตู้โชว์อย่างเดียวอ่ะ แล้วเอาแผ่นไว้ข้างนอก เพราะถ้าเปิดเข้าบ่อยๆคงพังคามือ ยิ่งเป็นคนมือหนักอยู่ด้วย





มีกระดาษสามเหลี่ยมทรงปริซึม ถอดออก อ้าวเฮ้ย ทำไมยับงี้เนี่ย หน้าพี่ใหม่ ดาวิกา บนกล่องก็ยับด้วย ไม่รู้เพราะบริษัทหรือว่าเพราะไปรษณีย์  นี่เสียใจมากเลยนะ  ยังไม่ทันได้ทำอะไรก็มีแววจะพังล่ะ



ผ่อนคลายๆๆ  มาดูด้านหลังกล่องบ้าง



ในเรื่องของขนาดกล่อง ลองเทียบกับตัว Suck Seed จะเห็นว่าตัวพี่มากเล็กกว่า พอสมควร



แกะดูในกล่องหน่อยดิ อย่างเบามือ เท่าที่จะเบาได้อ่ะนะ เจอคูปองขูดรหัสลุ้นรางวัล เฉพาะแผ่นแท้เท่านั้นนะจ๊ะ





แล้วนี่คือตัวบุ๊คที่บรรจุแผ่นหนังไว้ ด้านหน้าแบบนี้



ด้านหลังบุ๊คเป็นแบบนี้  ผมว่าด้านหลังสวยดีนะ



ด้านในเป็นแบบนี้



ลองเอาแผ่นมาดูว่ามีรอยไหม  ก็จเออะไรไม่รู้เป็นขีดดำๆ ตกใจนึกว่าเป็นรอยขูด ขีด ข่วน แต่แท้จริงไม่ใช่ มันเป็นรอยอะไรไม่รู็อ่ะ  แต่ไม่ใช่ความผิดพลาดอะไรหรอกนะ  สงสัยคงเป็นนวัตกรรมใหม่ อะไรสักอย่าง



แล้วก็แกะเอากรอบรูปในกล่องออกมา ด้านหน้าเป็นแบบนี้ รูปโคลสอัพนักแสดงทั้งหมดทำหน้าเหวอหวากันไป ผลิกดูด้านหลังบ้าง เป็นรูปนี้



บอกว่าเป็นสามมิติคือ ตอนแรกเข้าใจว่ามันจะเป็นสามมิติ แบบกล่องหน้า Boxset ATM แต่ตัวพี่มากจะเป็นแบบแนว Pop Up คือจะเห็นเป็นเลเยอร์  ดูจากด้านข้างจะเป็นแบบนี้



เค้ามีสรรพคุณบอกไว้ด้วยแหะ  เออ  ตลกดีอ่ะ




อ่อ  ใช่ ถ้าสั่งซื้อจากเว็บอ่ะ  จะแถมถุงผ้าพี่มากมาให้ด้วยล่ะ  ดูจากรูปได้เลยว่าสวยแค่ไหน





เอาล่ะดูกายภาพไปล่ะ ดูภายในบ้าง ว่าแล้วก็ใส่แผ่นเข้าไปเริ่มที่แผ่นแรก Movie กด Play ปุ๊ปก็จะเจอกับโลโก้ค่ายหนังอารมณ์ดี GTH



แล้วต่อด้วยคำเตือน รู้สึกจะเป็นเสียงนายเผือกรึเปล่านะ



จากนั้นก็โฆษณาช่อง Play ของ GTH ว่ากันไป





สักครู่ก็จะเข้าสู่หน้า Home เมนูหลัก  ขอติงหน่อยว่า font มันดูยังไงชอบกลอยู่นะ แบบค่อนข้างธรรมดา



กดเข้าไปดูหนัง  ความคมชัดถ้าดูจากตอคอมพิวเตอร์ ก็ประมาณนี้ล่ะ











หน้าจอ Set Up ใช้รูปนี้ พี่มากด้านหน้า แม่นาคด้านหลัง



หน้าจอ Scene Selsction เป็นแบบนี้ เต๋อถือตะเกียง เผือกถือท่อนฟืนติดไฟ



ส่วนหน้าจอ SF เป็นรูปของเอ กับ ชิน ในส่วนของ SF ที่มีมาให้ในแผ่นแรกนั้น ธรรมดามากกกก  ใน Youtube พี่แกก็ลงไว้นิ - -'








ไปต่อกันที่แผ่นสองของพี่มากกับตัว Special Feature แบบเพียวๆ

ตัวแผ่น SF จะเป็นรูปการ์ตูนทั้งหมดเลยนะครับ ก็น่ารักไปอีกแบบ แต่ถ้าดูโดยรวมแล้วมันขัดกับแผ่นแรกมากอยู่นะ  คิดเหมือนกันไหม ? 



เข้าไปดูกันที่ตัวคอมเมนทารี่ ส่วนนี้ผมชอบมากๆเลยนะ ในหนังของ GTH มันจะมีการให้ผู้กำกับ นักแสด
ง ทีมงานมาวิจารณ์หนังของตัวเอง  สนุกดี ได้รู้ถึงงานเบื้องหลังด้วย ในส่วนของพี่มาก ผมยังไม่ได้ดูนะ แต่ดูผ่านๆก็ฮาอยู่ 55





หัวข้อต่อไปเป็น Casting Tape มีของ มาก นาค แล้วก็เป็นการ Workshopนักแสดง











ถัดมาเป็น AlternateEnding น่าจะหมายถึงฉากจบอีกแบบหนึ่ง หรือเปล่า แต่ที่ผมดูๆมันก็ไม่ได้แตกต่างนะเหมือนเป็นการตัดต่ออีกแบบหนึ่ง มีฉากปูมหลังของพี่มากกับนาค ยาวขึ้นจากเว่อรชั่นจริงหรือเปล่า คือโดยรวมแล้วมันก็ไม่ค่อยต่างอ่ะ  พูดยังไงดี เอาไว้ลองไปหาดูกันนะครับ







มาดูกันที่ Extended Scene ฉากที่ถูกขยายให้ยาวขึ้นน่ะแหละ มีทั้งหมด 12 ซีน  ความแตกต่างจากที่ฉายก็มีบ้าง และอย่างบางฉากที่หายไปผมว่ามันฮานะ อย่างเดจาวูตอนตกบันได กับมุกคนใช้บ้านเผือกอ่ะ  ขำเว่อร์







ต่อไป Out Take ซึ่งผมแอบหวังว่ามันคงฮามากแน่ๆ ก็นะเบื้องหน้าขนาดนั้น เบื้องหลังคงแบบสุดๆอ่ะ  แต่พอไปดูจริงๆ เฮ้ย ทำไมมันแปลกๆ ตัดมาแบบงงๆ บางคนนี่สั้นมาก แบบ อ้าววว จบแล้วเรอะ ?











Clip Promote ตัวสุดท้ายในแผ่น SF ซึ่งตัวนี้อีกแล้ว  ใน Youtube มีให้ดู แต่ในส่วนของคลิป 200 ล้าน กับ 1000 ล้านมีไหม  ผมไม่รู้นะ  ขอติงอีกหน่อย ปกติ คลิปฉลองอ่ะ มันจะตลกมากนะ  ไม่เชื่อลองไปดูอย่างของ กวน มึน โฮ งี้  อย่างฮาอ่ะ หนังผีอย่างลัดดาแลนด์อีก ฮาเว่อร์ แต่พอมาถึงพี่มาก มันไม่ฮานะ  แต่มันเป็นอีกมู้ดหนึ่งเลยอ่ะ  ออกแนวแบบ ขอบคุณคนดู มากกว่า ซึ่งก็แปลกดี









สรุปนะครับ หากเทียบกับ Boxset ตัวก่อนๆของ GTH แล้วผมว่า พี่มากแพ้ขาดลอย อ่ะ อย่างตัว Top ในยุคหลังๆ สำหรับผมนะคือ รักเจ็ดปี เป็น Box ที่สวยคุ้มค่าน่าเก็บ อย่าง Top Secret ไม่เยอะแต่ก็เจ๋ง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผมคาดหวังสูงด้วยมั้ง ก็แหมนะ หนังพันล้าน มันน่าจะแบบว่า เริ่ด หรู อลังการ ราคาที่ผมสั่งไปก็เฉียดพัน ผมเองก็เป็นแค่นักศึกษาที่ชอบดูหนัง ลงทุนซื้อหนังไปก็อยากได้อะไรที่มันคุ้มค่า แต่ก็เอาเถอะ เค้าให้อภัย สำหรับใครที่ลังเล ผมแนะนำว่าหากชอบหนังเรื่องนี้มากดูซ้ำในโรงเจ็ดแปดรอบ ซื้อเลย มีตังค์ก็ซื้อเหอะครับ แต่ใครที่อยากดูแต่ไม่ค่อยมีตังค์หรือไม่สนงานเบื้องหลังก็ซื้อแบบ Single Disc ไปดูก็ได้ ราคาร้อยกว่าบาทเอง  หรือ VCD ก็ได้ ที่สำคัญไม่ว่าจะซท้อ VCD DVD หรือ Boxset ก็มีสิทธิ์ลุ้นรางวัลกับ ลุ้นมาก รวยมาก เหมือนกันคือคนละหนึ่งสิทธิ์

ยังไง รักหนังไทย ก็อุดหนุนแผ่นแท้เนอะ  งดผี งดบิท งดโหลด ช่วยกันหน่อยครับ คนทำหนังจะได่มีแรงทำงาน ^^



"ผมยอมตายเพื่อรักษาหนังไทย" # โดม สุขวงศ์

วันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

TOKYO MYSTERIOUS STORY COLLECTION : ลึกลับ โตเกียว เรื่องสั้น

TOKYO MYSTERIOUS STORY COLLECTION : ลึกลับ โตเกียว เรื่องสั้น

หนังสือรวมเรื่องสั้น 5 เรื่อง ซึ่งเป็นผลงานของ Haruki Murakami ผมเห็นหนังสือเล่มนี้บนแผงหนังสือ'ออกใหม่' ไม่รอช้า ผมหยิบหนังสือเล่มนี้แล้วจับจองเป็นเจ้าของในทันที โดยไม่รีรอเปิดอ่านคำนิยมใดๆ



ผมห้ามใจตัวเองให้อ่านวันละตอน และไม่ใช่ทั้ง 5 เรื่อง ที่ผมเทใจ มันก็มีทั้งเรื่องที่รู้สึกชอบ และเรื่องที่รู้สึกแปลกๆขอเลือกอยู่ตรงกลาง แต่หากมองโดยภาพรวมแล้ว มันก็ยังเป็นหนังสืออีกเล่มของ Murakami ที่เป็นความประทับใจและหลงใหล เรื่องราวของการค้นหา บางสิ่ง บางอย่าง ที่สูญหาย หล่นหายไป บางคนอาจหาเจอ บางคนอาจไม่พบสิ่งใด แต่ทุกเรื่องเล่าล้วนแล้วแต่สร้างความรู้สึกถวิลหา ส่วนตัวแล้วชอบบทโหมโรง "เราต่างท่องไปในความบังเอิญ" และ "ก้อนหินรูปไตที่เคลื่อนย้ายไปในแต่ละวัน" มากๆ แค่ได้อ่านสองเรื่องนี้ก็คุ้มค่าแล้ว และมันทำให้รู้ว่า Haruki Murakami ยังคงเป็นนักเล่าเรื่องที่มีเสน่ห์มากที่สุดคนหนึ่ง / คารวะ ชาบู ชาบู


Lincoln : ที่แห่งนี้คือ อเมริกา




"ผมว่าถึงเวลาต้องไปแล้ว ถึงแม้ว่าผมอยากจะอยู่ต่อก็เถอะ" 

ไม่รู้ว่าในหมู่คนดูหนังทั่วไปแล้ว จะรู้สึกชื่นชอบในผลงานชิ้วโบว์แดงเรื่องนี้ของผู้กำกับระดับบรมครู ผู้เป็นอีกหนึ่งเจ้าของคำนิยามว่า ตำนานที่ยังมีลมหายใจ Steven Spielberg มากน้อยเพียงไหน 
ผมไม่รู้จะอธิบายยังไง ถึงความชื่นชอบ ชื่นชมที่ผมมีต่อตัวผู้กำกับ Steven Spielberg ตั้งแต่วัยเด็กผู้ที่เติมเต็มสรรค์สร้างจินตนาการให้ผมหลงรักการเสพหนังก็คือเขาคนนี้ และผมยังบังเอิญเป็นคนที่เมื่อหลงรักสิ่งใดเข้าให้แล้ว ต่อให้ผลงาน หรือสิ่งต่อมา มันจะแย่ หรือไม่ดียังไง ผมก็ยังคงรักและพร้อมจะอวยในทุกครั้งที่มีโอกาสกล่าวถึง 


ปีก่อนเราได้ดู Abraham Lincoln: Vampire Hunter ก่อนที่ต้นปีเราจะได้ดู Lincoln ที่ว่าด้วยเรื่องราวประวัติศาสตร์จริงๆ การเปรียบเทียบระหว่างหนังทั้งสองคงเป็นไปยากเมื่อฝ่ายหนึ่งทำเพื่อตอบสนองความมันส์ แต่อีกฝ่ายตอบสนองความอิ่มเอมใจ และสำหรับผมหนังทั้งสองต่างบรรลุเป้าหมายของตัวเองทั้งคู่ 

ผมแอบเชียร์ให้ Lincoln ได้รับรางวัลจากสถาบันต่างๆให้มากที่สุด เนื่องจากเมื่อปีก่อน หนังเต็งอย่าง Warhorse ชวดทุกรางวัลที่ได้เข้าชิง มันน่าเจ็บใจไม่น้อย เมื่อไม่นานมานี้ผมได้อ่านหนังสือประวัติของ Steven Spielberg ถึงการต่อสู้กับชีวิตกว่าจะได้มาทำหนัง มันน่าสนใจที่เมื่อตอนเริ่มต้นทุกคนต่างไม่พอใจในตัวเขา เท่านั้นยังไม่พอมีการตั้งแง่ในทุกๆผลงาน กว่าจะได้รับรางวัลออสการ์ในปี 1993 จาก Schindler's List นั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบแต่อย่างใด 

การมาของ Lincoln เรียกร้องความสนใจได้เป็นอย่างดี จากตัวอย่างที่ปล่อยออกมาเรียกน้ำตาผมได้ในทันที มันเป็นความรู้สึกในแบบที่ ตื้นตันใจ เมื่อได้เห็นผลงานของผู้กำกับที่เรารัก และยังถูกวางตัวเป็นเต็งหนึ่ง ถึงแม้ว่าผลสรุปหนังได้รับรางวัลไม่มากนักแต่ในฐานะคนดูที่เป็นแฟนหนังของ Steven Spielberg แล้วต้องบอกว่า Lincoln เป็นอีกหนึ่งหนังที่ต้องใช้คำว่า "Masterpiece" 


มันเป็นหนังที่ดำเนินเรื่องอย่างเรียบง่าย พร้อมด้วยข้อมูลมหาศาลที่ทำให้เราต้องจดจ่ออยู่กับคำพูดของตัวละคร หนังขับเคลื่อนด้วยพลังดาราล้วนๆ นักแสงดงทุกคนล้วนแล้วแต่สร้างบุคลิกตัวละครออกมาได้อย่างมีมิติแม้ว่าเวลาบนจอของบางคนจะน้อยมากๆก็ตามจนบางทีแอบรูสึกว่าไม่คุ้มค่าที่เห็นชัดคือ Joseph Gordon-Levitt ที่บทบาทมีน้อยมากๆและบางทีเหมือนถูกทิ้งให้หายไป ในส่วนของ Daniel Day-Lewis สมคุณค่ากับรางวัลที่ได้รับ ที่ได้ใจผมคือ Tommy Lee Jones ทุกฉากที่ชายผู้นี้ปรากฏคือความสนุกที่เจ็บๆแสบๆคันๆ แต่ที่น่าสนใจคือการเล่นภาพของผู้กำกับ ที่มันไม่ใช่แค่ใส่ลายเซ็นแต่เหมือนทุกครั้ง Spielberg จะทำให้มันมีอะไรอยู่ในนั้นเสมอ สัญลักษณ์ ที่ผู้กำกับใส่ไว้ มันน่าสนุกที่ได้ค้นหาว่าต้องการส่งสาส์นใดมาให้คนดู เสียงดนตรีประกอบเพราะๆจาก John Williams ที่ครั้งนี้มาไหนอีกรูปแบบหนึ่ง ไม่เหมือนกับที่ผมคุ้นเคยคือใช้น้อยแต่ให้ผลลัพธ์ที่ใหญ่กว่า ไม่ดูเอิกเกริกแต่ให้ความรู้สึกที่อิ่มใจ ในแบบที่ว่าดูหนังจบแล้วขอหลับตาฟังเพลงหลังเครดิตต่อ 


ผมขอตั้งข้อสังเกตกับ Warhorse เพราะมันชัดเจนที่สุด คือในขณะที่ Warhorse จงใจบีบคั้นน้ำตาคนดู และกระชากอารมณ์คนดู มีการเล่นกับฉากแอ็คชั่นเพื่อเอาใจคนดู แต่ใน Lincoln นั้น หนังกับนิ่งสยบคนดู ไม่มีช่วงใดที่เรารู้สึกว่ามันพีคที่สุด แต่บทลงท้ายเรากลับรู้สึกอิ่มกว่า ประทับใจกว่า 

สำหรับคนอื่น Argo อาจคือความยอดเยี่ยมแห่งปี 2012 ก็จริง แต่สำหรับผมขอพ่วง Lincoln เข้าไปด้วยอีกหนึ่งเรื่อง