วันอังคารที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2556

Stoker : วันที่ฉันเปลี่ยนรองเท้าคู่ใหม่



แม้จะไม่ใช่คนที่คลั่งผลงานของผู้กำกับสุดจิต Park Chan-wook แต่ในทุกผลงานที่ผ่านตาล้วนแล้วแต่เป็นความประทับจิต โดยส่วนตัวก็เคยดูแต่ Old Boy และยังเป็น 1 ใน10 หนังสยองขวัญจิตหลุด ที่ผมหลงรัก ในการข้ามซีกโลกมาทำหนังใน Hollywood ของผู้กำกับรายนี้ในผลงาน Storker เป็นอะไรที่น่าจับตามองมากๆ



เนื้อแท้แล้ว Storker อาจไม่ได้มีไอเดียสดใหม่ หรือเรื่องราวพลิกผันเหนือความคาดหมาย แต่การนำเสนอที่จัดเต็ม จัดจ้านแบบสุดๆของผู้กำกับ บวกกับการแสดงที่ไม่มีใครยอมใครของนักแสดงนำทั้งสาม ช่วยให้หนังเรื่องนี้มันดูลื่นไหล มีมิติ Mia Wasikowska สอบผ่านในระดับ A กับการสร้างตวตนของตัวละคร India จากหนึงไปถึงร้อย จนลืมภาพหนูอลิซไปเลย Nicole Kidman หนึ่งในตัวแม่ที่มีดีกรีออสการ์อยู่ในมือ ครั้งนี้ก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวัง ท่วงท่า กิริยาของเธอน่าหลงใหลมากๆ Matthew Goode ครั้งนี้เขาได้ทำอะไรที่แปลกมากยิ่งขึ้นและอยากบอกว่านี้คือเซอร์ไพร์สของจริงแม้อาจไม่สามารถเทียบได้กับ Norman Bates แต่ใครจะปฏิเสธล่ะว่าตัวละคร Charles Stoker  ไม่มีเสน่ห์ และที่สำคัญคือมีมีลายเซ็น เอกลักษณ์เฉพาะตัวของผู้กำกับอยู่อย่างเต็มเปี่ยม



ว่าด้วยเรื่องราวของครอบครัว  Storker  หัลงการสูญเสียหัวหน้าครอบครัวทำให้ลูกสาว India Stoker รู้สึกสับสน เพราะในวันนั้นเป็นวันเกิดครอบรอบ 18 ปีของเธอแต่เธอกลับต้องมาสุญเสียพ่อไป เธอสนิทกับพ่อมาก แต่กลับมีความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่กับผู้เป็นแม่ ในพิธีฝังร่างของผู้พ่อนั้น ก็มีชายผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้น น้องชายของพ่อ การมาของ Charles Stoker ทำให้ India  ได้พบสิ่งที่อยู่ในตัวเธอ เหยื่อ หรือ ผู้ล่า


 'การล่าคือการเฝ้ารอจังหวะ'  ผู้กำกับไม่ได้ทำให้หนังออกมาเป็นเส้นตรง แต่กลับใส่ลีลา เย้ายวน หยอกล้อ ช่วยให้หนังดูลึกและสามารถตีความได้หลากแง่มุมยิ่งขึ้น คงไม่ถึงกับต้องไปเปิดคัมภีร์ ว่าด้วยจิตวิทยาของผู้เชี่ยวชาญดู เพียงปล่อยใจไปกับเร่องราวที่อยู่ตรงหน้า ที่ผมชอบอีกส่วนหนึ่งคือหนังมีจังหวะในการเล่าเรื่องที่ดูมากๆ ทั้งๆที่ ตลอดความยาวของหนังแทบไม่มีจุดพีคเลยแต่หนังกับสะกดผมได้เป็นอย่างดี ซาวน์แทรคหนังเองก็โดดเด่นเป็นอย่างมาก อย่างที่บอกมันมีหน้าที่ในการทำานของมัน ซึ่งมันไปด้วยกันได้เป็นอย่างดี ฉากติดตรึงตาคือฉากเล่นเปียโนที่มีนัยนะสื่อถึงการร่วมเพศ มันเป็นฉากที่น่าจดจำไม่ใช่แค่จากหนังเรื่องนี้ แต่น่าจะเป็นหนึ่งในฉากที่น่าจดจำอีกฉากหนึ่งในโลกภาพยนตร์



หากใครที่กำลังหาหนังที่มีคุณค่า เหมาะแก่การดู อาจไม่สมบูรณ์แบบมากนัก แต่ ณ จุดนี้บอกเลยว่า Storker คือหนึ่งในหนังที่ผมประทับใจ

วันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2556

คนตัวเล็กและคนตัวใหญ่ : Jack the Giant Slayer




คนตัวเล็กและคนตัวใหญ่ : Jack the Giant Slayer



Jack the Giant Slayer เป็นหนังเรื่องแรกๆของปีที่ตั้งใจไว้ว่าอยากดู เพราะผู้กำกับ Bryan Singer ส่วนหนึ่ง นักแสดงอย่าง Ewan McGregor และ Nicholas Hoult ร่วมด้วย ทั้งยังคาดหวังไว้ในระดับที่ค่อนข้างสูง แม้ว่าพักหลังผลงานของผู้กำกับจะเริ่มออกข้างทาง เรื่องราวของคนตัวเล็กที่ลุกขึ้นมาต่อกรกับคนตัวใหญ่ ชนชั้น การเสียดสี เหน็บแหนม อารมณ์ขันแบบร้ายๆ หรือไม่ก็ดาร์กแบบสุดๆไปเลย ผสมกับการออกแบบ โปรดักชั่นเจ๋งๆ ฉากแอ็คขั่นแบบมันส์ๆ แค่คิดมันก็น่าสนุกแล้ว แต่ครั้นพอหนังถึงวาระที่ต้องฉายจริงๆ(เลื่อนฉายจากปี 2012) การโปรโมตของหนังก็ดูไม่เอาไหน ตัวอย่างแรกๆที่ออกมาก็ไม่ดึงดูดใจมากนัก แต่ด้วยความยึดมั่นที่ว่าอยากดู ยังไงก็ไม่มีพลาด



ช่วงแรกที่เปิดฉายหนังได้รับคำชมในระดับที่น่าพึงพอใจ แต่พอเข้าฉายวงกว้างเท่านั้น ทุกอย่างก็ดิ่งลง คนงบน้อยอย่างผมเลยถอนโปรเคหนังเรื่องนี้ออก และได้ดูเมื่อไม่นานมานี้เอง 



หนังดัดแปลงจากเทพนิยาย(อีกแล้ว) จากปีก่อนๆที่มีให้เห็นอย่างเรื่องของสโนว์ไวท์ หนูน้อยหมวกแดง ว่ากันไป แต่จะว่าไปแล้ว แจ็ค เพราะในอดีตก็เคยมีหนังใหญ่มาแล้ว แต่ที่รู้สึกเสียดายในเว่อร์ชั่นใหม่นี้คือ ความสดใหม่ หนังแห้งแล้งมาก แทบไม่มีอะไรให้จับต้องได้เลย เมื่อหนังปิดม่านลง ต้องยอมรับว่าหลังยุค AVATAR แล้วหนังเริ่มขายยากขึ้น ทั้งเรื่องของบทและCGI หนังเรื่องนี้ในแง่แล้วสามารถเป็นอะไรที่ฮิตได้ หากหนังสามารถหาจุดร่วมได้ หนังขึ้นๆลงๆ บทขาดๆเกินๆ การเล่าเรื่องคู่ขนานของคู่พระ นาง ในเชิงทฤษฎีแล้วมันเป็นอะไรที่ค่อนข้างโรแมนติกมาก แต่หนังใช้ประโยชน์ในจุดนั้นน้อยมาก ไปจนถึงตัวละครที่ดูแบน ราบไม่มีมิติ ทั้งๆที่นักแสดงแต่ละคนก็ไม่ได้ด้อย ต่างก็ได้รับการยอมรับ การออกแบบที่ดูไม่มีเสน่ห์ มันทำให้ขาดสีสันไปอย่างน่าเสียดาย หากเทียบกับ Snow White and the Huntsman แล้วผมว่า Jack แพ้อย่างไม่มีข้อแก้ตัว เรื่อยไปจนถึงเสื้อผ้า หน้าผมตัวละครที่ดูลิเกฝรั่งมาก ไม่รู้ว่าปล่อยให้ผ่านได้ยังไง เว้นแต่ดนตรีประกอบของหนังที่ถือว่าผ่าน 



แต่ถึงกระนั้นผมก็ยังชอบหนังเรื่องนี้ ส่วนตัวชอบอะไร ที่ดู Miracle ผสมแนวเทพนิยาย เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่ถึงกระนั้นภาพรวมมันก็ยังเป็นอะไรที่ไม่น่าจดจำอยู่ดี เอาเป็นว่าใครที่ชื่นชอบ ชื่นชมอะไรในองค์ประกอบเรื่องนี้ หยิบมาดูในวันว่างๆคงไม่เสียหลายอะไร ความบันเทิงใจหนังก็ยังพอจะมีให้ สุดท้ายก็ต้องบอกว่า ขอให้มีความสุขกับการรับชมครับ


วันพฤหัสบดีที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2556

กางเกงสีแดงที่หายไปและแว่นตาที่สวมใส่ : MAN OF STEEL

เรารอคอยและคาดหวังว่าจะได้ยล MAN OF STEEL มาตั้งแต่เมื่อได้ข่าวประกาศสร้าง เนื่องด้วยเป็นแฟนหนังของ แซ็ค สไนเดอร์ รวมทั้ง ซูเปอร์แมน ฉบับใหญ่ แต่ไม่ใช่แฟนบอย คอมมิค ครั้นพอได้ดูจริงๆกลับรู้สึก.....



ที่ต้องขอชื่นชมคือ ความอลังการ ในระดับที่เหนือความคาดหมาย โปรดักชั่น สุดยอดมากจริงๆ เสื้อผ้าหน้าผม ดูไม่เฉย ไม่เฉิ่ม เหมือนๆที่เคยเห็นมา โดยเฉพาะช่วงครึ่งแรกผมชอบมากบอกเลยว่า เทใจให้เต็มสิบ กับการเปิดโลกของของซูเปอร์แมนดาวคริปตันซึ่งกำลังล่มสลาย การออกแบบนั้นดูดี มีศิลปะน่าหลงใหลมากเรียกว่าน้องๆอวตารเลยก็ว่าได้ สามมิติ ช่วงนี้รู้สึกดีมากเป็นพิเศษ(แต่...)

ในช่วงครึ่งแรกหนังไปเร็วมากๆ ตัดฉึบฉับๆ ไม่เหลือเค้าของผู้กำกับ WATCHMEN ที่ผมหลงรักเลย(มีข่าวลือว่าช่วงต้น โนแลน ลงมาช่วยกำกับ ก็อาจจะจริงเพราะรู้สึกว่าช่วงแรกมันเป็นลายเซ็นของโนแลนสูง) โดยเล่าเรื่องการล่มสลายของอารายธรรมดาวคริปตันมาจนถึงการใช้ชีวิตของพระเอกเรา คลาร์ก เคนท์ ที่ต้องใช้ชีวิตหลบๆซ่อนๆ ไร้ตัวตน แต่อย่างที่ได้บอกไป หนังมีขอบเขตที่กว้างมาก แต่ด้วยการพยายามยัดทุกๆอย่างเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งความเป็นดราม่า ความเป็นแอ็คชั่นที่เข้ามาเป็นพักๆก่อนจะไปแน่นในช่วงท้าย รู้สึกวามันไม่ใช่แนวทางที่ดีมากนัก นอกจากช่วงแรกจะไม่สามารถคล้อยตามพระเอกแล้ว ยังรู้สึกว่ามันง่าย การหาทางออก การตัดสินใจของตัวละครมันดูอ่อนด้อยไป ดูลอยๆไม่มีมิติ ความสัมพันธ์ของพระ-นางก็ดูพรวดพราด แต่ก็พอให้อภัยเนื่องด้วยเคมีที่ลงตัว ตัวร้ายที่ดูดีในภาพนิ่งทั้งๆที่ได้นักแสดงโครตเทพมาแล้วแท้ๆ ก่อนที่ช่วงท้ายกว่าสี่สิบนาทีจะเป็นฉากแอ็คชั่นที่ การ์ตูนจ๋า จนรู้สึกว่ามันขัดกันกับความดาร์กที่อยู่ในทิศทางหนัก ลองชมดูกันเองคงพอรู้สึกกันได้



ถ้าถามว่าชอบอะไรมากที่สุด คงตอบว่า ชอบเบื้องหลังของหนังเรื่องนี้มากกว่า ทั้งนักแสดง ผู้กำกับ ทีมงาน วิชวลหนัง สกอร์หนัง ฮานน์ ซิมเมอร์ ทำได้อย่างยอดเยี่ยม ขนลุกทุกครั้งที่ดนตรีบรรเลงขึ้น

แต่ที่ไม่ชอบเลยคือเบื้องหน้าของหนังโดยเฉพาะช่งครึ่งหลัง มันไม่ได้ดูมันส์เหมือนรวมทีมอเวนเจอร์ หรือดูหนักแน่นเหมือนคราวแบทแมน ผมกลับรูสึกว่ามันไปในทาง กรีน แลนเทรินน์ ซะมากกว่า 

หนังทิ้งเชื้อไว้ได้ดี น่าติดตามไม่น้อย กับการสวมแว่นใช้ชีวิตในมุมที่เราคุ้นเคยจากความรู้ดั้งเดิม หวังว่าภาคต่อไปคงไม่นำกางเกงแดงมาใส่ไว้นะ 



เรื่องของสามมิติ  แนะนำว่า ดูรอบปกติ ดิจิตอล ก็น่าจะเพียงพอแล้ว เพราะผมรู้สึกว่ามันไม่ทะลุ ไม่นูน ไม่อะไรเลย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคุณ 

โดยรวมแล้วถามว่าชอบไหม "ชอบ" แนะนำไหม "แนะนำ" แต่ก็อย่างที่บอกทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคุณ เกาะชายผ้าคลุมของเขาไว้ เปิดใจให้กว้าง ลดความคาดหวังลง บางทีคุณอาจรู้สึกว่า มันก็ไม่ได้แย่

#เราชอบ Superman Returns มากกว่า นะ


วันอังคารที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2556




Maroon 5 - Love Somebody

แต่ดั้งแต่เดิม เป็นคนที่ไม่ชอบฟังเพลงสากลเอามากๆ เพราะฟงไม่ค่อยรู้เรื่อง บางเพลงก็ฟังไม่ออกเลยด้วยซ้ำไป 



จนได้มารู้จักกับเพลง She Will Be Loved ของศิลปินชาวอังกฤษรวมตัวกันในนาม MAROON 5  นับจากวันนั้น จนถึงวันนี้ กล้าพูดเลยว่า ผมฟังเพลงไทย น้อยลงกว่าเดิมมาก แต่ไม่ใช่ไม่ฟังเลย เพียงแต่ มันคุ้มค่ากับการนั่งฟังไหมล่ะ

อย่างล่าสุดกับเพลง รักต้องเปิด(แน่นอก) มันไม่มีทั้งความสร้างสรรค์ ในแง่ของการเป็นเพลงที่ควรค่าแก่การฟังเลย ครั้งแรกที่ฟังนี้ไม่รู้เลยว่าเพลงร้องว่ายังไง ฟังไม่ออกจริงๆ  นอกจากท่าเขย่าหน้าอก ในขณะที่ คนไทยเราบอกว่า วัฒนธรรมตะวันตกนั้นเต็มไปด้วยเรื่องเกี่ยวข้องกับเซ็กซ์  คุณแน่ใจในคำที่คุณพูด หรือความคิดคุณได้ยังไง 

สื่อไทยก็ดูเหมือนจะสนุกกับการพูดถึงเรื่อง เขย่าอก บางคนก็บอกว่า มันเป็นเรื่องปกติ มันปกติมากครับ กับการเห็นเด็กอายุ 10 ขวบ ร้องเพลงนี้พร้อมกับท่าเต้นสุดฮิตนี้ เจ๋งจริง !ในฐานะผู้ฟังคนหนึ่ง ผมยังคงไว้วางใจกับการฟังเพลงของค่ายอโศกมากกว่า อาจจะดูอคติ แต่มันคือความจริง เรื่องไหนดีควรได้รับการสนับสนุน

ในขณะเดียวกัน หนังไทยดีๆหลายเรื่องก็ถูกแบน คงไม่ต้องสาธยายว่าเรื่องอะไรบ้าง หรือหนังเทศบางเรื่องที่ถูกคลุมดำ หรือซ้ำร้ายตัดทิ้งออกไป แล้วคุณมีการจัดเรทหนังเพื่ออะไรกัน



เพลงของ MAROON 5 ก็ใช่ว่าจะไร้มลพิษ บางเพลงนั้นก็สื่อถึงเซ็กซ์ อย่างชัดเจน แจมแจ้ง โจ่งครึ้ม แต่ทำไมนะ มันถึงได้น่าฟัง และมีอะไรมากกว่า หน้าอกกระเพื่อม น่าคิดดีนะ



ความดังของ MAROON 5 นั้น ฉุดไม่อยู่จริงๆ ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น มีทั้งเพลงที่ชอบฟังและไม่ชอบฟัง ปะปนกันไป แต่โดยรวมแล้ว นี่คือ ศิลปิน ที่ผมรักมากที่สุด สำหรับเพลง Love Somebody คือเพลงที่ผมชอบตั้งแต่ได้ฟังครั้งแรก เหมือนกับว่าเพลงนี้ ถูกแต่งแต้ม ขึ้นมาเพื่อขอบคุณ แฟนๆ ที่ให้การต้อนรับเขาอย่างอบอุ่นเสมอมา 

MV นั้นเรียกได้ว่า งามอย่างน่าอัศจรรย์ เธอทำให้ฉันมีตัวตน You take me all the way.



อย่าบอกให้คนอื่นลืมตาจากความมืด หากคุณเองก็ยังอยู่ในเงามืด ฟัง รักต้องเปิด(แน่นอก) แล้วลองมาฟัง Love Somebody จากนั้นก็แล้วแต่คุณจะคิดล่ะครับ




วันอาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เรื่องสยองของชาวอเมริกัน : American Horror Story

ใครรู้สึกเบื่อๆ เซ็งๆหนังผีสมัยนี้บ้าง ผมคนนึงแหละ  ที่ไม่ค่อยเสพหนังผี หนังสยองขวัญเท่าไหร่  นานทีปีหน จะโดนใจเข้าสักเรื่อง ถ้าให้นึกย้อนหลังไปก็คงเป็น The Cabin in the Woods ที่ดูมีสีสัน รู้จักประดิด ประดอย ดัดแปลงให้อยู่เหนือการคาดเดาของคนดูหรือย้อนหลังไปก็นู่นเลย Drag Me to Hell แต่หนังสยองขวัญที่ผมชอบที่สุดในยุคสองพันนี้คงเป็น Donnie Darko 



ช่วงนี้คงหนีไม่พ้นหนังผีรีเมค(อีกแล้ว) Evil Dead ที่ผมก็ยังไม่ได้ไปดู  เนื่องจากลังเล เพราะมันมีท้งที่ชอบและไม่ชอบ อีกอย่าง สองภาคแรกมันก็ขึ้นหิ้ง เอาไว้บูชาไปแล้ว คงไม่ต้องลากมาเปรียบเทียบ แต่ถึงยังไงก็คงไม่พลาด ห่างลาโรงไปคงตามเก็บแผ่นในภายหลัง อีกทั้งที่ไม่อยากไปดูก็คงเพราะเลือด และความแหวะๆ นี่ล่ะ มันคงไม่ดีเท่าไหร่ หากป๊อปคอร์นที่อยู่ในกระเพาะจะสำรอกออกมา 



สาเหตุที่ผมตั้งกระทู้นี้ จริงๆก็เพื่ออยากให้ คอหนังผี ที่เอียนไม่ต่างจากผมได้ลองหาอะไรใหม่ๆ ร่วมสมัยอย่าง American Horror Story ที่จะพาทุกท่านไปพบกับ มิติใหม่ ของหนังผี 



ส่วนตัว ชอบดูซีรี่ย์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่จะดูได้ก็เฉพาะช่วงหยุดเรียน ซัมเมอร์เท่านั้นแหละ เพราะขนาดความยาว ของมันคงไม่เหมาะที่จะดูในวันที่เต็มไปด้วยความยุ่งยาก อีกทั้งซีรี่ย์นั้นมันหยุดดูไม่ได้ อาการอยากดูตอนต่อไปของมันไม่ต่างจากการ ติดสิ่งเสพติด อันตรายน่าดู 



ปิดเทอมนี้ผมก็ดูไปสองสามเรื่อง ก็มี Arrow มี White Collar แล้วก็มาจบที่ American Horror Story ซีซั่นสอง แต่จะขอพูดถึงแค่ American Horror Story เท่านั้น 



ผมชอบมาก  ในเวลานี้มีอยู่ สามซีรี่ย์ที่ขอยกขึ้นบูชา คือ Game of Thrones ,Lost แล้วก็ American Horror Story นี้ล่ะที่รู้สึกว่า หยุดดูไม่ได้ 



American Horror Story ในซีซั่นแรก พูดถึงบ้านหลังหนึ่งที่มีประวัติสยองขวัญมากมาย ผ่านช่วงเวลาหลายศตวรรษ ทั้งยังอยู่ในโปรแกรมทัวร์สยองขวัญ 12 แห่งอีกด้วย



ครอบครัวโชคร้ายก็ได้เข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้พร้อมด้วยปมปัญหาครอบครัวอันหนักอึ้ง  มันคงจบแค่นั้นถ้าไม่มีมีการต่อยอดออกไป  แต่นี้มันแค่น้ำจิ้ม  ของจริงยังไม่ออกมา การตัดต่อที่ทำออกมาได้จิตสุดๆ ตัวละครที่เพี้ยนได้ใจ เราไม่รู้ว่าควรเอาใจช่วยตัวละครไหน การพลิกแผลงบท ที่คาดเดาไม่ได้เลยว่าจะจบยังไง  นักแสดงที่ไม่ใช่แค่การสวมบทได้อย่างยอดเยี่ยมแต่มันถึงใจมากกกกกกกกก  โดยเฉพาะ Jessica Lange และ Frances Conroy ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ 



Zachary Quinto หมดกันกับภาพชาววัลแคนแสนเนี้ยบใน Star Trek สำหรับบทเกย์หนุ่มที่หึงเพื่อนชายจนเกินงาม แต่ที่ผมชอบโดยส่วนตัวแล้วคงเป็น Evan Peters ช่างเป็นผีที่หล่ออะไรอย่างนี้  ฉันไม่เสียดายชีวิตแล้วล่ะ /นิสัยของฉันมันเบลล่ามากกก




ถ้าคิดว่า American Horror Story ซีซั่นแรกมันเจ๋งแล้วล่ะก็  อาจคิดผิด เพราะในซีซั่นสอง มันสยองคูณสอง



อะไรที่คิดว่าบ้าแล้ว ในซีซั่นสองมันไกลกว่า กว้างกว่า ด้วยสถานที่ที่ได้ขึ้นชื่อว่าโรงพยาบาล สุดเฮี้ยน หลากหลายเหตุการณ์เกิดขึ้น ณ ที่แห่งนี้ มนุษย์ต่างดาว การทดลองวิทยาศาสตร์ของหมอโรคจิต แม่ชีเคร่งศาสนา บาทหลวงผู้ทะเยอทะยาน สิ่งมีชีวิตในป่าหลังโรงพยาบาล ฆาตกรใจโหดนามบลัดดี้เฟซ ซาตานในร่างแม่ชี  โหยยยยยย  สารพัดปม  ที่เราไม่เพียงแต่เอาใจ่วยตัวละครแต่ยังต้องเอาใจเข้าลุ้นว่าหนังจะไปยังไง จะแก้ปมนั้นได้หรือเปล่า  




ผมดูจบทั้งสองซีซั่นแล้ว  รอซีซั่นสาม ขอบอกเลยว่า  ต้องดูเท่านั้น ! แม้ตัวละครอาจจะมาก ปมอาจจะเยอะแต่เรารู้สึกว่าคนสรา้งเค้าประณีตมากใส่ใจทุกๆรายละเอียด ไม่รู้สึกว่าตัวละครตัวไหนที่เป็นตวถ่วงให้เรื่องมันอืด ทั้งมันไม่เหมืออะไรที่เคยสัมผัสมา ดูๆไป ยังแอบนึกว่าผู้สร้างเป็นญาติเกี่ยวดองทางพันธุกรรมอะไรกับ Alfred Hitchcock หรือเปล่า เพราะดีกรีระดับความบ้าบิ่นไม่ต่างกันเลย  


ใครที่เบื่อๆ เซ็งๆ ขจัดความจำเจด้วยซีรี่ย์ American Horror Story สิครับ



#ไม่ได้ขายของ หน้าม้า หน้าแมว น่ารัก แต่ใครที่หาดูออนไลน์ไม่ได้ หรือเกลียดภาพไม่คมชัด ภาพชักกระตุกเหมือนผีเข้า เสียงอุดอู้เหมือนพูดในรูตู---ด    รู้สึกว่า catalyst จะนำเข้าจำหน่ายในวันที่ 23/05/2013  อีกไม่กี่วันนี้เอง ราคาไม่น่าจะเกินห้าร้อย แถมยังมีฟีเจอร์งานเบื้องหลังให้ดูอีก คุ้มกว่าเห็นๆ  แน่นอนครับ ผมคงซื้อไว้ดู(อีกหลาบรอบ)แน่ๆ


วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

สภาวะไร้แรงโน้มถ่วง : Star Trek Into Darkness


USS Enterprise ไม่ได้เป็นเพียงแค่ยานลำหนึ่ง แต่สถานะของมันถูกเปรียบเปรยเหมือนบ้าน เหมือนตัวละครตัวหนึ่ง เวลาที่ยานลำนี้ได้รับความเสียหาย เราจะรู้สึกไม่ต่างจากตัวละครตัวหนึ่งที่กำลังได้รับบาดเจ็บ 



ฉากที่สูญเสียกัปตันคนเดิมอย่าง Pike มนุษย์เรารู้สึกสับสนมากแค่ไหน เมื่อรู้ว่าในกี่วินาทีข้างหน้า จะต้องสิ้นลมหายใจ สิ่งใดรออยู่ข้างหน้า หลังโลกใบนี้ Spock พาร่างของ Pike ออกมาจากจุดอันตราย น้ำตาของ Pike ไหลลงอาบน้ำ สป๊อค สัมผัสกับใบหน้านั้น เค้าร่วมรับรู้ประสบการณ์ วินาที ที่ความตายรออยู่ข้างหน้า 




Kirk วิ่งเข้ามาหา Pike เค้าพบกับร่างไร้วิญญาณของ Pike ผู้ซึ่งชี้ทางให้เค้าเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Starfleet ในอีกฐานะ Pike ไม่ใช่แค่ชายสูงวัยคนหนึ่งที่เค้ารู้จัก แต่คนที่ต้องกำพร้าพ่อไปตั้งแต่เดกๆ Pike คือ พ่อคนหนึ่งของเค้า น้ำตา Kirk ไหลลงอาบแก้ม เค้าลุกขึ้นแล้วเดินจากไป 



ฉากช่วงท้าย ผมเชื่อว่าทุกคนคงพอเดาได้ว่า ท้ายสุดตัวละครจะต้องเจอกับอะไร แต่มันไม่ใช่เรื่องของ คนดู อยู่เหนือคนทำหนัง แต่มันเป็นเรื่องของการ เดินตามหนัง แล้วร่วมรับรู้ไปกับชะตากรรมของตัวะครอย่างเปิดใจให้เป็นอิสระ



ยานได้รับความเสียหายอย่างหนัก กำลังดิ่งลงโหม่งกับพื้อนโลก Spock ได้รับหน้าที่เป็นกับตันยานแทน Kirk เนื่องจากเขาไม่สามารถดำรงหน้าที่นี้ได้ Kirk วิ่งเข้าไปยังห้องเก็บพลังงานเพื่อทำให้ยานฟื้นตัวอีกครั้ง Scotty พยายามห้ามเพราะในห้องนั้นเต็มไปด้วยรังสีอันตราย ที่จะฆ่าเค้าได้ ในเวลาไม่กี่นาที นี้เป็นความผิดพลาดที่ Kirk ต้องรับผิดชอบ เค้าฉกเข้าไปยังใบหน้าของชายที่เป็นเพื่อน เค้าวางร่างที่หลับใหลของ Scotty ไว้บนเก้าอี้ เค้าเดินเข้าไปยังห้องนั้น ไม่ใช่เพื่อปลิดชีพตัวเอง แต่เป็นการช่วยเหลือคนบนยาน ครอบครัวเดียวที่เค้าเหลืออยู่ และเค้าก็ทำสำเร็จ คนบนยาน ปลอดภัย 



Scotty ลืมตาขึ้นเค้าเรียกให้ Spock ลงมาหาเดี๋ยวนี้ก่อนจะสายเกินไป Spock วิ่งออกมาจากห้องควบคุมยาน เค้ามองเห็นร่างของ Kirk อยู่ในห้องนั้น มันถูกล็อคไว้เนื่องจากรังสีที่อันตรายยังไม่จางหายไป ทังคู่มองตากัน สนทนากัน ทำไม Kirk ถึงต้องช่วยชีวิต Spock ไว้จากเหตุการณ์ภูเขาไฟระเบิด เพราะคำว่าเพื่อน ทั้งคู่เอื้อมมือไปสัมผัสกัน กระจกบานนั้น กั้นขวางไว้ วินาทีนั้น สป๊อคไม่อาจรับรู้ได้เลยว่า Kirk รู้สึกยังไง ความว่างเปล่าใช่ไหม ที่รออยู่หลังลมหายใจที่กำลังหมดไป ชาววัลแคนโดยปกติแล้วต้องเก็บกักอารมณ์ไว้ไม่ให้อยู่เหนือความคิด แต่เค้าเองไม่ใช่ชาววัลแคนโดยเนื้อแท้ แล้วน้ำตาของ Spock ก็กลั้นไว้ไม่อยู่ วันที่เค้าสูญเสียดาวบ้านเกิดไป วันที่ต้องสุญเสียแม่ที่เป็นมนุษย์ไป เค้าเลือกที่จะไม่เจ็บปวดใจ แต่ทำไมครังนี้ เค้าทำไม่ได้ มือของ Spock และ Kirk ประทับลงบนกระจกบานนั้น ก่อนที่ Kirk จะจากไป 



Khan อีกหนึ่งตัวละครที่ทรงเสน่ห์ ชายผู้ซึ่งหลับใหลและตื่นขึ้นพร้อมกับเรื่องราวเศษเสี้ยวแห่งวันวาน เพื่อช่วยเหลือให้ลูกเรือของเค้าฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง เค้ายอมทำในสิ่งเลวร้าย ไม่สิ เพราะคนแห่งอนาคตต่างหกที่ทำให้เค้าต้องเป็นคนเลว



ไม่ใช่แค่ผมคนเดียวที่น้ำตาไหล หลายคนในโรงดูมีอาการหนักกว่าผม เมื่อเราร้องไห้สิ่งที่ตามมาคือ น้ำมูก และการสูดน้ำมูกอาจรบกวนการดูหนังของคนข้างๆได้ หากคุณยังไม่ได้ดู แต่อ่านมาถึงตอนนี้ ยังไม่ไปดู คุณก็ใจร้ายเต็ททีแล้วล่ะ 



ถ้าคุณใจแข็งไม่พอ พกผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตา ไปด้วยก็จะเป็นการดีมากเสื้อคุณจะไม่เปียกเหมือนผม 

วันเสาร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

Rain In The Summer.

สายฝนในคืนหนึ่งของฤดูร้อน

แค่ได้คิดถึง - ญารินดา


พระอาทิตย์ส่องแสงแดดเจิดจ้าทำให้อากาศร้อน มันก็ทำให้เราผู้อาศัยพลอยได้รับความร้อนไปด้วย พระอาทิตย์ร้อนขึ้นกว่าเมื่อ 100 ปีก่อน หรือ 50 ปีก่อนหรือเปล่า ทำไมเราเมื่อ 10 ปีก่อนจำไม่ได้เลยถึงความร้อนแบบนี้ สงการนต์ผ่านไป แต่ความร้อนยังคงอยู่ ยามกลางวันว่าร้อนแล้วเฝ้ารอให้พระอาทิตย์ตกดินลับขอบฟ้าไป หวังว่าอากาศคงเย็นลง

โลกร้อนเพราะใครกัน หากไม่ใช่เพราะมนุษย์เรา



หลายวันมันก็ยังคงร้อนทั้งกลางวัน กลางคืน แต่วันนี้เหมือนข้างบนเต็มใจมอบสายฝนลงมา ในค่ำคืนท่แสนร้อนอบอ้าว ลมเย็นแต่แรงไม่เบาทำให้ต้นไม้ไหวเอน เสียงฟ้าร้องทำเอาแผ่นดินตื่นตัว น้ำหยดเล็กค่อยๆทยอยตกลงมากระทบผืนดินที่ต้องตากแดดมาเป็นเวลานานได้เย็นฉ่ำ แม้มันจะเป็นแค่เวลาไม่นาน ฝนตกเดี๋ยวมันก็หยุด พรุ่งนี้จะร้อนยังไงค่อยว่ากันอีกที คืนนี้มีสายฝนนอนเป็นเพื่อนมันก็มีความสุขดี ตกมาเยอะๆนะ ฝน 



เวลาฝนตกทีไร ชอบเปิดเพลง แค่ได้คิดถึง ฟัง มันไม่ได้มีความหมายอะไรที่เกี่ยวกันแค่รู้สึกว่า ชอบฟัง ชอบที่ได้คิดถึงเธอ เวลาที่ฝนตก จำได้ไหม วันนั้นที่ศาลาริมทางเดินเราหลบฝนอยู่ด้วยกันเราทั้งคู่เปียกไปหมดเลย เราเห็นเธอนั่งตัวสั่นเราก็อยากเข้าไปกอดนะ แต่มันคงไม่ดีเท่าไหร่ ก็ไม่รู้ว่าเธออยากให้ทำอย่างนั้นไหม เสียดายจังที่วันนี้ไม่มีโอกาสได้ถามเธอแล้ว แต่เราจะคิดถึงเธอตลอดไปนะ



ชีวิตที่มันขาดเธอ วันนี้ยังเดินต่อไป

2 ‎พฤษภาคม ‎2556, ‏‎22:54:15